วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา(2)

แนะนำแหล่งท่องเที่ยวแปดริ้ว 2
13. วัดพยัคฆอินทาราม (วัดเจดีย์) อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ตำบลบ้านใหม่ จากหลักฐานแผ่นเงินที่พบที่รอยแตกตรงคอระฆังของเจดีย์องค์ใหญ่ แจ้งว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนายเสือหรือพระเกรียงไกรกระบวนยุทธ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรากับภรรยา ชื่ออิน ได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ. 2416 ส่วนวัดนั้นสร้างเสร็จในราวปี พ.ศ. 2424 นับว่าเป็นวัดเก่าแก่ ทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ เจดีย์องค์ใหญ่ 1 องค์ เจดีย์องค์เล็ก 2 องค์ วิหารพระพุทธบาท สุสานเก่า อุโบสถ และหอระฆัง
14. วัดสัมปทวน อำเภอเมือง
เดิมชื่อวัดสามพระทวน ตั้งอยู่บนถนนศุภกิจ ตำบลบางแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ มีตำนานเกี่ยวกับหลวงพ่อพุทธโสธร มีพระอุโบสถที่มีลายปูนปั้นอยู่ด้านบนระเบียงโบสถ์แสดงภาพพระเวสสันดรชาดก อีกด้านหนึ่งเป็นภาพวิถีชีวิตชาวแปดริ้วในอดีต หน้าวัดมีหอพระงดงาม บริเวณท่าน้ำจะมองเห็นเขื่อนทดน้ำบางปะกง
15.เขื่อนทดน้ำบางปะกง อำเภอเมือง
ตั้งอยู่บริเวณบ้านไผ่เสวก ตำบลบางแก้ว ห่างจากตัวเมืองไปตามลำน้ำบางปะกงประมาณ 6 กม. ใช้เส้นทางฉะเชิงเทรา – บางคล้า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางปะกง เป็นเขื่อนป้องกันน้ำเค็ม ใช้อุปโภคบริโภค และจัดสรรน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
16. ตลาดคลองสวน 100 ปี อำเภอบ้านโพธิ์
ตั้งอยู่ในเขตตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทราและเทศบาลตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ในอดีตคลองสวนเป็นเป็นทางสำหรับเดินทางไปกรุงเทพฯ จากประตูน้ำท่าฉั่ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ล่านผ่านตลาดคลองสวน ก่อนจะแล่นเข้าประตูน้ำวังสระปทุม กรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวคลองสวนทั้งชาวไทยจีน ไทยมุสลิม ไทยพุทธ วัฒนธรรมผสมผสานการดำรงชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับบรรยากาศของวิถีชีวิตร่วมสมัยอายุนับ 100 ปี ชิมอาหารอร่อย ขนมหวาน กาแฟสูตรโบราณ ติดต่อ 02 - 7393253
17. อนุสรณ์สถานพระสถูปเจดีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอบางคล้า
ตั้งอยู่บริเวณปากคลองท่าลาด ห่างจากตัวอำเภอบางคล้า 2 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้เมือง ฉะเชิงเทรา เป็นเส้นทางเดินทัพผ่านในการกอบกู้เอกราชหลังเหตุการณ์เสียกรุง เล่ากันว่าก่อนหน้านั้นเคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์อนุสรณ์ชัยชนะของพระองค์ เมื่อสู้รบกับพม่าที่บริเวณนี้ ภายหลังเจดีย์ได้พังทลายลงไปในปี พ.ศ.2484 โดยไม่ทราบสาเหตุแต่ยังคงเล่าเรื่องสืบต่อกันมา และได้สร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2531
18. วัดโพธิ์บางคล้า เขตเทศบาล อำเภอบางคล้า
วัดโพธิ์บางคล้าเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในฉะเชิงเทรา ที่มีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว กำเนิดของวัดบางคล้าย้อนหลังกลับไปจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อกรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือพระยากำแพงเพชรในสมัยนั้น ทรงนำพลตีฝ่าข้าศึกมุ่งหน้าจะไปจันทบุรี เมื่อข้ามคลองท่าลาดมาถึงบริเวณปากน้ำโจ้โล้ อำเภอบางคล้าแห่งนี้ ก็ทรงหยุดพักใต้ต้นโพธิ์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังจากที่กอบกู้เอกราชได้สำเร็จแล้ว ทรงให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณนี้แล้วให้ชื่อว่า “วัดโพธิ์” น่าเสียดายที่วัดโพธิ์ในวันนี้ทรุดโทรมไปมากแล้ว สิ่งเดิมที่ยังคงเหลือให้เห็นคือมณฑปทรงจัตุรมุขก่ออิฐฉาบปูน หลังคาทรงจั่วซึ่งอยู่ในสภาพชำรุด สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดคือ ฝูงค้างคาวแม่ไก่สีดำขนาดใหญ่นับแสนตัวที่อาศัยเกาะอยู่บนต้นไม้ในวัดนี้จน หนาทึบไปหมด ในยามพลบค่ำ ค้างคาวซึ่งนอนมาตลอดทั้งวันก็จะตื่นส่งเสียงเซ็งแซ่และเริ่มบินออกหากิน เป็นภาพอันน่าตื่นตาและดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก
19. วัดแจ้ง อำเภอบางคล้า
ตั้งอยู่บริเวณตลาดบางคล้า มีพระอุโบสถที่งดงามเป็นศิลปะแบบไทยผสมจีน มีรูปปั้นยักษ์ข้างโบสถ์ ไม่ปรากฏว่าสร้างในปีใด ชาวบ้านเล่นต่อกันมาว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยกทัพไปตีเขมร เดินทัพมาสว่างบริเวณนี้จึงได้สร้างวัดแห่งนี้และขนานนามว่าวัดแจ้ง
20. หมู่บ้านน้ำตาลสด อำเภอบางคล้า
ตั้งอยู่บริเวณบ้านปากน้ำ ตำบลปากน้ำ เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลสดพร้อมดื่ม ชมขั้นตอนการผลิตน้ำตาลสดจากต้นตาลโตนดโดยเกษตรกรในแบบดั้งเดิม เริ่มด้วยการปีนต้นตาลสูงระฟ้าเพื่อรองน้ำตาล ต่อด้วยขบวนการต้มน้ำตาลสด ทำน้ำตาลปึก ชิมน้ำตาลสดพร้อมผลหวานชื่นใจ ก่อนกลับเลือกซื้อเป็นของฝากไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลปึก งวงตาลตัวผู้ซึ่งเชื่อว่าจะรักษาโรคเบาหวานได้ ติดต่อ 038-541003
21. ล่องเรือชมโลมา อำเภอบางปะกง
บริเวณตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง โลมาจากอ่าวไทยจะตามแหล่งอาหารมาหากิน เนื่องจากในช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปีบริเวณนี้จะมีปลาดุกทะเลจำนวนมากซึ่งเป็นอาหารโปรดของปลาโลมาอาศัย อยู่รวมกันเป็นฝูง ประมาณ 40 - 50 ตัว จะกระโดดขึ้นหายใจเหนือผิวน้ำพร้อม ๆ กัน ครั้งละ ประมาณ 3 – 4 ตัว พันธุ์ที่พบมากคือพันธุ์หัวบาตร (สีเทา) และยังพบพันธุ์ปากขวด (สีเทาและสีชมพูบ้าง) ติดต่อ 038 – 573411
22. วัดหงษ์ทอง อำเภอบางปะกง
ตั้งอยู่ที่ ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง เดินทางโดยใช้ถนนสายบางนา – ตราด เลี้ยวเข้าถนนาย 3 สมุทรปราการจากทางเข้าตลาดบางปะกง ระยะทางไม่เกิน 10 กม. เลี้ยวซ้ายที่บริเวณทางเข้ามีรูปหงษ์ทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เป็นวัดที่มีภูมิทัศน์สวยงาม แวดล้อมด้วยทะเลและป่าชายเลน ซึ่ง มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติอยู่มาก มีความโดดเด่นที่มีอุโบสถ และพระธาตุคงคามหาเจดีย์ตั้งอยู่กลางทะเลแห่งแรกและแห่งเดียวในจังหวัด ฉะเชิงเทรา
23. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม
ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม ห่างจากตัวอำเภอไปตามถนนสายพนมสารคาม – กบินทร์บุรี ประมาณ 17 กิโลเมตร เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและหายใจ” มีพื้นที่ 264 ไร่ ภายในศูนย์ประกอบด้วยกิจกรรมทางการเกษตรที่น่าสนใจหลายอย่าง ทัศนียภาพสวยงาม
24. คุ้มบุญส่ง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
มีการแสดงผลิตภัณฑ์ สินค้า ภาพศิลป์จากขี้เลื่อยและวัสดุเหลือใช้ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 30 หมู่ที่ 2 ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว เดินทางโดยเริ่มต้นจากถนนสายสุวินทวงศ์ กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา แยกเข้าถนนเทศบาลตำบลบางขนาก ระยะทางประมาณ 1 กม. เป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายสินค้าศิลป์จากขี้เลื่อยและวัสดุเหลือใช้ มีสถานที่พักอาศัยและลงเรือแจวเที่ยวคลองแสนแสบ ชนนก ตกปลา วิถีชีวิต วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ พร้อมมีอาหารรสชาติอร่อยให้รับประทาน
25. อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อำเภอท่าตะเกียบ
ตั้งอยู่ท้องที่ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 200,000 ไร่เศษ เก็บน้ำได้ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำตลอดปี มีทัศนียภาพและธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ
26. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน อำเภอท่าตะเกียบ
เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ครอบคลุมพื้นที่ 674,352 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ป่าผืนใหญ่เป็นรอยต่อ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ผืนสุดท้ายของภาคตะวันออก เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำบางปะกงทางด้านจังหวัดฉะเชิงเทรา คลองโตนดจังหวัดจันทบุรี และแม่น้ำประแสร์ในจังหวัดระยอง สภาพภูมิประเทศทั่วไปมีความลาดชันไม่มากนัก โดยทั่วไปมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 30 – 150 เมตร มีพื้นที่ป่าปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง มีสัตว์ป่านานาชนิดและนกพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่มากมาย และเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยสัตว์ป่าแห่งแรกของภาคตะวันออก และเป็นแหล่งที่สองของประเทศไทย รองจากสถานีวิจัยสัตว์ป่านางรำ ที่ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี พืชพรรณธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบแล้ง มีป่าผสมผลัดใบขึ้นแทรกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ไม้สกุลยาง ไม้มะค่าโมง และยังเป็นแหล่งพันธุกรรม ไม้ผลหลายชนิด เช่น ขนุนป่า ลิ้นจี่ป่า ระกำ ฯลฯ และเป็นแหล่งธนาคารพันธุกรรมของกล้วยไม้ เช่น กล้วยไม้สกุลหวาย สกุลวนิลลา ฯลฯ จากการสำรวจพบแล้วถึง 100 ชนิด ในจำนวนนี้พบ Taeniopphyllum radiatum ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่เล็กที่สุดในประเทศไทย และเพชรหึง (Grammatphyllum speciosum) ซึ่งมีช่อดอกใหญ่ที่สุดในโลก คือ ช่อยาวเกือบ 2 เมตร ลักษณะพันธุ์สัตว์ จากความหลากหลายของสังคมพืช และถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ประกอบกับมีปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์ป่า เช่น แหล่งดินโป่ง ฯลฯ ทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดสัตว์มีสูง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 64 ชนิด จาก 50 สกุล ใน 23 วงศ์ เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง นก 246 ชนิดจาก 160 สกุล ใน 16 วงศ์ เช่น นกเงือนกรามช้าง นกขุนทอง ฯลฯ สัตว์เลื้อยคลาน 53 ชนิดจาก 40 สกุลใน 16 วงศ์ เช่น จระเข้น้ำจืด ตะกอง ฯลฯ สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก 18 ชนิด 9 สกุล ใน 5 วงศ์ เช่น เขียดจก กบหนอง ฯลฯ แมลง 106 ชนิด จาก 76 สกุล ใน 12 วงศ์ เช่น ผีเสื้อนางพญาเขมร ในจำนวนนี้มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคามและใกล้จะสูญพันธุ์ที่สำคัญ คือ ชะนีมงกุฎ เสือลายเมฆ ช้าง นกกระสาคอยาว นกตะกรุม ไก่ฟ้าพญาลอ และจระเข้น้ำจืด ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขตอ่างฤๅไน เป็นมรดกล้ำค่า ซึ่งมีความงดงามตามธรรมชาติ นอกจากพืชพรรณ และสัตว์ป่าแล้วยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของพื้นที่ภาคตะวันออก มีน้ำตกที่ไหลตลอดปี คือ น้ำตกบ่อทอง อยู่ที่หน่วยพิทักษ์ป่าบ่อทองส่วนน้ำตกเขาตะกรุม และน้ำตกอ่างผักหนาม ซึ่งอยู่ที่หน่วยพิทักษ์ป่าเขาใหญ่ แม้จะไม่มีน้ำในฤดูแล้ง แต่เมื่อเข้าฤดูฝนจะมีน้ำตกไหลสวยงามมาก เป็นแหล่งพักผ่อนที่นิยมของชาวบ้านในถิ่น นอกจากนี้ยังมีเขาหินปูนที่มีถ้ำสวยงามอยู่หลายแหล่ง แต่ยังไม่มีการสำรวจอย่างละเอียด ของป่าที่มีมากเป็นพิเศษได้แก่ เร่ว ระกำป่า หวายชนิดต่าง ๆ และไม้กฤษณา
27. สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ากระบกคู่ อำเภอท่าตะเกียบ
ตั้งอยู่บนเส้นทาง 3259 พนมสารคาม – ท่าตะเกียบ ก่อนถึงอำเภอท่าตะเกียบประมาณ 2 กม. เป็นสถานที่วิจัย เพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่หายากใกล้จะสูญพันธุ์ เปิดเป็นสถานที่ศึกษาวิจัยแก่นักเรียน นิสิตนักศึกษาและผู้สนใจ ภายในมีลิง ชะนี ค่าง หมี นกยูง นกเป็ดก่า ฯลฯ ติดต่อ 01 – 8677439
28. อ่างเก็บน้ำแควระบม อำเภอสนามชัยเขต
เป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีความจุ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร มีทัศนียภาพสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตั้งแคมป์ ตกปลา เล่นน้ำ ขี่จักรยานเสือภูเขา
29. ศูนย์ศึกษาพัฒนาการสังคมหมู่บ้าน บ้านศานติธรรม อำเภอสนามชัยเขต
ใช้ทางหลวงหมายเลข 3245 เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3249 ประมาณ 3 กม. ภายในอาณาบริเวณเกือบ 10 ไร่ มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ เป็นสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ภายในบ้านไม้แบบไทยมุงด้วยกระเบื้องว่าว มีใต้ถุนสูงสำหรับประชุมหรือบรรยาย ชั้นบนใช้เก็บและแสดงเครื่องใช้พื้นบ้านวัตถุโบราณ ของใช้รุ่นเก่าต่าง ๆ ด้านหลังบ้านมียุ้งข้าวจำลองและอุปกรณ์นวดข้าว สีข้าว อีกด้านของบริเวณจัดไว้เป็นที่สำหรับตั้งค่ายพักแรมสำหรับเยาวชน มีลายสันทนาการและบริเวณทำกิจกรรม ติดต่อ 035-597441
30. วัดพระธาตุวาโย (วัดห้วยน้ำทรัพย์) ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลลาดกระทิง
ใช้เส้นทางสนามชัยเขต – ท่าตะเกียบ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 9 กม. หน้าวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก มีเจดีย์ทรงระฆังประดับด้วยกระเบื้องสีเหลือง น้ำเงิน ขาว งดงามแปลกตา ด้านในมีพระพุทธรูป จำนวนมาก มีภาพเขียนสีน้ำมันเป็นเรื่องราวประวัติการสร้างวัด มีบันไดขึ้นไปด้านบนหลายชั้น ชั้นบนสุดมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ บริเวณใกล้กันมีอ่างเก็บน้ำลาดกระทิงเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก มีภูมิทัศน์โดยรอบคงความเป็นธรรมชาติ เหมาะเป็นสถานที่พักผ่อน ชมธรรมชาติ

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา(1)

แนะนำแหล่งท่องเที่ยวแปดริ้ว 1
1. วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรา เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวแปดริ้วและคนต่างบ้านต่างเมืองมาแต่ อดีตกาล ตั้งอยู่บนถนนสายมรุพงษ์ ห่างจากตลาดกลางเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร วัดนี้แต่เดิมเป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นตอนปลายของกรุงศรีอยุธยา ตามประวัตินั้น แต่แรกมีชื่อว่า “วัดหงส์” เพราะมี “เสาหงส์” อยู่ในวัด เป็นเสาสูงมียอดเป็นตัวหงส์อยู่บนปลายเสา ต่อมาหงส์บนยอดเสาหักตกลงมาเหลือแต่เสา และมีผู้เอาธงขึ้นไปแขวนแทน จึงได้ชื่อว่า “วัดเสาธง” ครั้นเมื่อเสาธงหักเป็นสองท่อน จึงเรียกชื่อใหม่ว่า “วัดเสาธงทอน” ส่วนชื่อ “วัดโสธร” อันมีความหมายว่า “บริสุทธิ์” และ “ศักดิ์สิทธิ์” นั้น เรียกตามพระนามของพระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธรซึ่งได้มาประดิษฐานในวัดนี้ ในภายหลังวัดโสธรได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2501 พระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง สันนิษฐานว่าได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ประมาณปี พ.ศ.2313 อันเป็นสมัยต้นกรุงธนบุรี ตามประวัติเล่าว่า แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อทองสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้างศอกเศษ แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักขโมยไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิม ไว้ จนมีลักษณะดังที่เห็นปัจจุบัน
2. กำแพงเมืองเก่า (ป้อมเมืองฉะเชิงเทรา) ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
กำแพงเมืองเก่าเป็นของคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งจารึกร่องรอยสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคสมัย ทั้งร่องรอยแห่งชัยชนะในการศึกสงครามและเหตุการณ์นองเลือด อันเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของเมืองฉะเชิงเทรา ความเป็นมาของกำแพงเมืองย้อนกลับไปถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมกลางรักษ์รณเธศเป็นแม่กองก่อสร้าง เมื่อปี 2377 กำแพงเมืองมีลักษณะก่ออิฐ ขณะนั้นไทยกำลังขับเคี่ยวทำสงครามกับญวนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครองเมือง เขมร ไทยและญวนได้สู้รบกันยืดเยื้อยาวนานถึง 14 ปี (พ.ศ.2376 - 2390) จนอาจกล่าวได้ว่า สงครามอานามสยามยุทธ” ในครั้งนั้นเป็นการศึกกับต่างชาติที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชาติไทย
3. ศาลหลักเมือง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
ในกำแพงเมืองเก่า เป็นที่ประดิษฐานของศาลหลักเมืองและเสาหลักเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาเมือง แปดริ้ว ให้พ้นจากภยันตรายทั้งปวงมาแต่อดีตกาล ศาลหลักเมืองนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งสร้างเมืองแปดริ้ว ล่วงมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสาหลักเมืองชำรุดผุขาดไปมาก จึงได้สร้างเสาขึ้นใหม่ด้วยไม้มะค่า และจัดให้มีงานบำเพ็ญกุศลและสมโภชในการยกเสาในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2438 บริเวณศาลหลักเมืองเคยมีปืนใหญ่กองรวมกันอยู่ ภายหลังกรมศิลปากรได้นำมาวางบนกำแพงเมืองประมาณ 5 กระบอก ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
4. วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์หรือวัดเมือง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์หรือวัดเมืองเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่สร้างขึ้นเมื่อเกิดการสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ของฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ.2377 เมื่อมีการสร้างกำแพงเมือง เพื่อกำหนดขอบเขตของแปดริ้ว และให้เมืองนี้เป็นปราการรักษาพระนครและชาวบ้านชาวเมือง ให้ปลอดภัยจากข้าศึกศัตรูนั้นศรัทธาในพุทธศาสนาได้ทำให้มีการสร้างวัดขึ้น ด้วย เพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองและที่พึ่งทางใจในยามศึกสงคราม เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ในเมือง ชาวบ้านจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า “วัดเมือง” ต่อมาภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาส ฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ.2451 จึงได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งมีความหมายว่า “วัดที่ลุงของพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง” วัดนี้ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนั้น เพราะนอกจากจะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง 17 เมตร ยาว 29.50 เมตรแล้ว สังเกตจากศิลปะที่องค์พระปรางค์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพระปรางค์อัฐเคราะห์ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามใน กรุงเทพมหานครมาก จึงน่าเชื่อว่าคงจะได้ช่างฝีมือจากเมืองหลวง
5. ศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีน(ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า) ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
ศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีน (ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 122/6 ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบันทึกของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของไทยในยุคจักรวรรดินิยม จนมีผู้ขนานนามว่าเป็น “อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ” ของฉะเชิงเทรา สงครามเย็นจากยุคล่าอาณานิคมซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ระอุถึงขีดสุดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยจึงเร่งปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย เป็นวิเทโศบายหลักในการสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับคนไทยที่กำลังหวาดหวั่นต่อการคุกคามของมหาอำนาจ “มณฑลปราจีน” จึงถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2435 ตามระบบเทศาภิบาล ซึ่งเป็นการปกครองแบบใหม่ เมื่อมณฑลปราจีนขยายเขตการปกครองออกไป และเมืองฉะเชิงเทราได้เป็นศูนย์อำนาจรัฐและเป็นที่ตั้งของที่ว่าการมณฑล จึงได้ก่อสร้างศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีนขึ้นโดยสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2446 ถึงปี พ.ศ. 2449 ใช้เป็นศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีน (ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก พนมสารคาม พนัสนิคม ชลบุรี และบางละมุง รวมจันทบุรี ระยอง และตราด ในภายหลัง) เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2450 ศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีนเปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทราในปี พ.ศ. 2475 และใช้เป็นศาลาเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราในปี พ.ศ. 2506 ถึงปี พ.ศ. 2518 จากนั้นเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ย้ายที่ทำการ อาคารถูกใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ จนกระทั่งวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 อาคารถูกเพลิงไหม้ กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะอาคาร และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ปรับปรุงอาคารอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2548 เพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีน เป็นโบราณสถานและประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในปี พ.ศ. 2520
6. ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ อำเภอเมือง
ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ซึ่งปัจจุบันคือจวนผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่แพ้ศาลากลางจังหวัดหลังเก่าหรือศาลากลางรัฐบาลมณฑลปราจีน เมื่อไทยใช้นโยบายการเมืองนำหน้าการทหาร และเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากจตุสดมภ์มาเป็นระบบเทศาภิบาล ฉะเชิงเทราได้เป็นที่ตั้งของที่ว่าการมณฑลปราจีนและกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริ พัฒน์ สมุหเทศาภิบาลผู้ทรงพระปรีชาชาญในวิชาการปกครอง ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองในช่วง เวลานั้น การวางแผนก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ ในมณฑลปราจีนนั้น แท้จริงก็คือการเริ่มต้นวางผังเมืองฉะเชิงเทรานั่นเอง ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ซึ่งเป็นเรือนไม้สองชั้น สร้างขึ้นเป็นที่พำนักของสมุหเทศาภิบาลในยุคนั้น จึงอาจถือได้ว่าเป็นก้าวแรกๆ ของการก่อสร้าง “บ้านพักข้าราชการ” ของแปดริ้ว ความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งของ ชาวเมืองคือตำหนักแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับพักแรมของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่เสด็จประพาสฉะเชิงเทราถึง 2 ครั้ง พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านซึ่งได้พระราชทานไว ้ตั้งแต่เสด็จประทับครั้งแรก พร้อมลายพระหัตถ์มีความว่า “ให้ไว้สำหรับเรือนเทศาภิบาลมณฑลปราจีณ (เมืองฉะเชิงเทรา) เป็นที่ระลึกในการที่ได้มาอยู่ในที่นี้ ได้ความสุขสบายมาก ตั้งแต่วันที่ 24 ถึงวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2450” ยังอยู่เป็นของคู่ตำหนักมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบัน ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ยังใช้เป็นที่ประทับและทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยามที่เสด็จเยือนฉะเชิงเทรา
7. อนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ถนนศรีโสธร ตรงข้ามค่ายทหารศรีโสธร พระยาศรีสุนทรโวหารเป็นชาวฉะเชิงเทราโดยกำเนิด เป็นนักปราชญ์คู่พระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระปิยมหาราช เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 ท่านคิดแบบสอนอ่านหนังสือไทยรวม 6 เล่ม คือ 1. มูลบทบรรพกิจ 2. วาหนิติ์นิกร 3. อักษรประโยค 4. สังโยคพิธาน 5. พิศาลการันต์ และ 6. ไวพจน์พิจารณ์ พระยาศรีสุนทรโวหารมีความรู้เชี่ยวชาญภาษาไทยและภาษาอื่น หาผู้ใดเสมอเหมือน ได้ใช้ความรู้ความสามารถรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์คือ รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2434 รวมสิริอายุได้ 69 ปี
8. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฉะเชิงเทรา อำเภอเมือง
ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด มีเนื้อที่ประมาณ 90 ไร่ เป็นสวนสาธารณะ มีสระน้ำขนาดใหญ่ กลางสวนมีทางเดินรอบสระ มีต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับร่มรื่น มีสนามเด็กเล่นเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ
9. ศาลเจ้าแม่กวนอิมลอยน้ำ อำเภอเมือง
ประดิษฐานอยู่ที่สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา ถนนศุภกิจ (มูลนิธิสว่างศรัทธาธรรม) เป็นรูปยืนองค์ลอย สูงประมาณ 1 เมตรเศษ หนัก 40 กิโลกรัม ทำจากเซรามิก เมื่อปี 2540 มีคนพบลอยน้ำมาติดฝั่งบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ชาวแปดริ้วจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเดินทางไปสักการะเป็นประจำ
10. วัดอุภัยภาติการาม (วัดซำปอกง) อำเภอเมือง
ตั้งอยู่บนถนนศุภกิจ ใกล้กับบริเวณตลาดบ้านใหม่ ภายในวัดมีวิหารลักษณะเหมือนศาลเจ้า เดิมเป็นวัดจีนแต่ปัจจุบันแปรสภาพเป็นวัดญวนในลัทธิมหายานไปแล้ว เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต (พระไตรรัตนนายก) หรือที่ชาวจีนเรียกว่าเจ้าพ่อซำปอกง ในประเทศไทยมีเพียง 3 องค์เท่านั้น ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์จะมีนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวันมานมัสการเป็นประจำ
11. วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ที่ถนนศุภกิจ ตำบลบ้านใหม่ เดิมชื่อว่าวัดเล่งฮกยี่ ห่างจากศาลากลางจังหวัด 4 กิโลเมตร เป็นวัดพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ผู้สร้างคือหลวงจีนชกเฮง ซึ่งเป็นศิษย์ของวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ในกรุงเทพมหานคร ชื่อวัดเล่งฮกยี่ได้เปลี่ยนเป็นวัดจีนประชาสโมสร เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนเมืองแปดริ้ว แผ่นป้ายชื่อพระราชทานยังคงประทับเป็นสง่าในวัดจนกระทั่งทุกวันนี้ ที่ทางเข้าพระอุโบสถของวัดคือท้าวจตุโลกบาล ทำเป็นรูปนายทหารและเทวรูปจีนขนาดใหญ่ยืนรักษาปากประตูอย่างสง่างาม ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปแบบจีน 3 องค์ คือพระยู่ไล้ พระโอนิโทฮุด และพระเอี้ย ซือฮุด ซึ่งเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ที่น่าสนใจคือ ทั้ง 3 องค์ล้วนสร้างขึ้นจากกระดาษซึ่งนำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้พร้อม ๆกับรูป 18 อรหันต์ ที่ประดิษฐานอยู่ด้านข้างพระอุโบสถ อันเป็นประจักษ์พยานของความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทยและชาวจีนมาตั้งแต่ ครั้งประวัติศาสตร์
12. ตลาดบ้านใหม่ ตลาดริมน้ำร้อยปี อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ที่ถนนศุภกิจ ริมแม่น้ำบางปะกง อำเภอเมือง เป็นตลาดที่มีอายุมากกว่า 100 ปี เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดที่มีวิถีชีวิตเดิมที่โดดเด่นที่แตก ต่างจากชุมชนอื่น ๆ นั่นคือ ความมีเสน่ห์ของอายุสถานที่ที่ยาวนาน บ้านเรือนมีเอกลักษณ์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละครย้อนยุคของชุมชนชาวจีน เช่น อยู่กับก๋ง นางนาค เจ้าสัวสยาม ร้านขายของและร้านอาหารที่มีความหลายหลาย มีร้านกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นหอมหวาน เป็นที่รวบรวมของฝากที่ต้องแวะซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-3881-7336

รู้จัก "แปดริ้ว"

รู้จัก "แปดริ้ว"
ประวัติจังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวัดฉะเชิงเทราหรือที่นิยมเรียกกันว่า "แปดริ้ว" เคยเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน ในสมัยอิทธิพลของอาณาจักรลพบุรี (ขอม) เมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เป็นไปได้ว่าชาวเมืองสมัยโบราณอาจจะเรียกชื่อแม่น้ำบางปะกงว่า คลองลึกหรือคลองใหญ่ ตามลักษณะที่มองเห็นแต่ด้วยอิทธิพลเขมรจึงได้เรียกชื่อแม่น้ำ เป็นภาษาเขมรว่า "สตึงเตรง หรือ ฉทรึงเทรา" ซึ่งแปลว่า คลองลึก นั่นเอง ครั้นเรียกกันไปนาน ๆ เสียงเลยเพี้ยนกลายเป็น "ฉะเชิงเทรา" แต่ก็มีความเห็นอื่นที่แตกต่างออกไปว่าชื่อ "ฉะเชิงเทรา" น่าจะเพี้ยนมาจาก "แสงเชรา" หรือ "แซงเซา" หรือ "แสงเซา" อันเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปตีได้ตามที่พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้มากกว่า
ความเป็นมาของคำว่าแปดริ้ว
ส่วนความเป็นมาของชื่อ "แปดริ้ว" ก็มีเล่าขานกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่าที่ได้ชื่อว่าเมืองแปดริ้ว ก็เพราะขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนที่ชุกชุมเมื่อนำมาแล่ จะต้องแล่ถึงแปดริ้ว หรือไม่ก็ว่ามาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง "พระรถเมรี" เล่าว่ายักษ์ฆ่านางสิบสองแล้วชำแหละศพออกเป็นชิ้น ๆ รวมแปดริ้ว ทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาดสำหรับข้อสันนิษฐานการตั้งเมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะหัวเมืองชั้นในหรือเมืองจัตวา ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031) แต่สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏชัดเจนในสมัยพระนเรศวรมหาราชที่ใช้เมืองฉะเชิงเทราเป็นที่รวบรวมไพร่พล เมื่อ พ.ศ.2136 ด้วยชัยภูมิของเมืองที่เหมาะแก่การทำสงครามกองโจร ทำให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้ป้องกันศัตรู ปกป้องเมืองหลวง จวบจนสู่การปกครองระบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 และในปี พ.ศ.2476 มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค คำว่าเมืองเปลี่ยนเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ครองเมือง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งภาคครั้งสุดท้ายของไทย ฉะเชิงเทราได้รับเลือกเป็นสถานที่ภาคมีเขตความรับผิดชอบ 8 จังหวัด ซึ่งนับเป็นบทบาทที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การปกครองของจังหวัดฉะเชิงเทรา
อาณาเขต
จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ประมาณ 5,422 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,395,000 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ถึง 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ชลบุรี และสมุทรปราการ
การคมนาคม
จังหวัดฉะเชิงเทรา ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถไฟสายตะวันออก ประมาณ 61 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 (สุวินทวงศ์) ประมาณ 75 กิโลเมตร และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางนา-ตราด) แยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 314 (ฉะเชิงเทรา-บางปะกง) ประมาณ 90 กิโลเมตร
สภาพภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัด ประกอบด้วย ที่ราบเชิงเขามีลักษณะเป็นที่ราบลูกฟูก และที่ราบลุ่มแม่น้ำจากด้านตะวันออกสุดไปจรดด้านตะวันตก ดังนั้น พื้นที่เกษตรกรรมจึงแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นที่ราบลูกฟูก เหมาะแก่การทำไร่และปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ตั้งอยู่เฉพาะในเขตอำเภอพนมสารคามและอำเภอแปลงยาว ส่วนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัด บริเวณอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบางคล้า อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอบางปะกง พื้นที่ส่วนนี้อยู่ในเขตชลประทานเหมาะแก่การทำนาข้าว ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์
สภาพภูมิอากาศ
จังหวัดฉะเชิงเทรามีลักษณะร้อนชื้นเขตศูนย์สูตร โดยมีลมมรสุมพัดปกคลุมเกือบตลอดปีแบ่งออกตามฤดูกาลได้ 3 ฤดู ดังนี้
- ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม โดยมีลมตะวันออกและลมใต้พัดปกคลุม ทำให้มีอากาศร้อนอ้าวและอากาศร้อนจัดเป็นบางวันบางครั้งอาจมีพายุฤดูร้อน ลักษณะเป็นฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงอุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ย 35-38 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนเฉลี่ย 200-300 มิลลิเมตร เป็นช่วงที่เหมาะแก่การปลูกพืชไร่
- ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม ประกอบกับมีร่องความกดอากาศต่ำ พาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไปและตกหนักบางพื้นที่ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ย 1,000 – 1,200 มิลลิเมตร เป็นช่วงที่เหมาะแก่การทำงานและปลูกผลไม้
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุม ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงพัดผ่าน ทำให้ท้องฟ้าโปร่งใสอากาศเย็นมีหมอกในตอนเช้า และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ย 18-21 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนเฉลี่ย 50-100 มิลลิเมตร เป็นช่วงที่เหมาะแก่การปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ดอกและไม้ประดับ
ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่
จังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถแบ่งสภาพการพัฒนาตามกายภาพของพื้นที่ ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
พื้นที่ส่วนที่ 1 เป็นพื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ของจังหวัด ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดชลบุรี มีสภาพเป็นที่ลุ่ม ได้แก่ พื้นที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา บางปะกง บ้านโพธิ์ และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ด้านทิศตะวันตก ได้รับการเจริญเติบโตของกรุงเทพมหานคร และโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออก พื้นที่ส่วนนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นย่านอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง การบริการและที่อยู่อาศัย และอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 (สนามบินสุวรรณภูมิ) จะเป็นตัวเร่งขยายความเจริญเติบโตของบ้านเมืองฉะเชิงเทรา
พื้นที่ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ ฝั่งแม่น้ำบางปะกง (พื้นที่ตอนกลางของจังหวัด) อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา บางส่วนของอำเภอบางคล้า อำเภอคลองเขื่อน อำเภอบ้านโพธิ์ซีกตะวันออก อำเภอบางน้ำเปรี้ยวซีกตะวันออก อำเภอพนมสารคาม อำเภอราชสาส์น อำเภอแปลงยาว อำเภอสนามชัยเขต (บางส่วน) ส่วนใหญ่ทำการเกษตรกรรม ปลูกข้าว ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และพืชไร่ ขณะนี้มีเขื่อนทดน้ำบางปะกงในท้องที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งได้สร้างแล้วเสร็จในต้นปี 2543 ความจุต้นทุน 30 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับอำเภอแปลงยาวจะเป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรม
พื้นที่ส่วนที่ 3 เป็นที่ราบสลับภูเขา มีป่าไม้ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าและแหล่งต้นน้ำ ลำธาร ในปัจจุบันคือป่าสงวนแห่งชาติ แควระบม – สียัด เนื้อที่ 746,625 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 22.3 ก่อสร้างพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลอง สียัด ความจุ 325 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแล้วเสร็จต้นปี 2543 เป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการ และกิจการประปาของชุมชน
สภาพทางเศรษฐกิจ
จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นฐานด้านการเกษตร เป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรในภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ประชาชนร้อยละ 70 ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัด ผลผลิตที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดในด้านพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน มะพร้าว มะม่วง และหมาก เป็นต้น ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ไข่ไก่ และสุกร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมากที่สุดของประเทศ ไก่เนื้อ เป็ด และโคเนื้อ ด้านประมง มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิเช่น กุ้งกุลาดำ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อย และกิจการประมงทะเล สำหรับในด้านอุตสาหกรรมนับว่าศักยภาพค่อนข้างสูง มีนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนมาก มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงมาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 1,500 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทางการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ พลาสติก และผลิตภัณฑ์จากไม้ ฯลฯ โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางปะกง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอพนมสาคาม อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และอำเภอแปลงยาว ตามลำดับ มีนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่ง
สภาพการท่องเที่ยว
สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความโดดเด่นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมในระดับประเทศและนานาชาติ ได้แก่ องค์หลวงพ่อพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน การท่องเที่ยวชมธรรมชาติริมแม่น้ำบางปะกง การล่องเรือชมปลาโลมา ชมค้างคาวแม่ไก่วัดโพธิ์บางคล้า และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรธรรมชาติ เป็นต้น
สภาพทางสังคม
ด้านการศึกษา ชาวฉะเชิงเทราได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้และมีโอกาสทางการศึกษาอย่างดีมาเป็นเวลาช้านาน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความนับถือในองค์พระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพ่อพุทธโสธร คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา
ด้านการสาธารณสุข ในระหว่างปี 2548 – 2551 พบว่าอัตราการเกิดของประชากรจังหวัดฉะเชิงเทรา มีแนวโน้มลดลงสลับกับเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราการตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราเพิ่มธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง
สภาพการเมืองการปกครอง
จังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว บางปะกง บ้านโพธิ์ พนมสารคาม แปลงยาว ราชสาส์น สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และอำเภอคลองเขื่อน
การปกครองในระดับท้องถิ่น เทศบาลเมือง 1 เทศบาล เทศบาลตำบล 25 เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 82 แห่ง ประชากร (เมื่อมี.ค.2550) มีจำนวนทั้งสิ้น 660,011 คน แยกเป็นชาย 323,701 คน หญิง 336,310 คน
ด้านการเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรามีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 1 คน และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 คน จำนวนเขตเลือกตั้ง 2 เขต

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์บางสมัคร : ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย

หวไม่ไหว เขาบอกว่าต้องดูที่ความต้องการของตลาดครับ...ปัจจุบันเท่าที่สังเกตดู ผมว่าตลาดยังพอไปได้และยังมีผู้ที่สนใจในงานประดิษฐ์ดอกไม้อยู่ไม่น้อย ทั้งที่ต้องการทำเป็นงานอดิเรกบ้าง หารายได้เสริมบ้าง หรือแม้กระทั่งทำเป็นอาชีพก็มี ฉะนั้นถ้าจะถามว่าอาชีพทำดอกไม้ประดิษฐ์นี่ยังไปต่อไหวมั๊ย...ก็ต้องบอกว่าตลาดยังมีความต้องการอยู่ แต่ก็ต้องถามคนที่จะทำว่ามีความตั้งใจทำแค่ไหน เพียงไร จะได้เตรียมตัวถูกว่างั้นเถอะ...เช่น...

ต้องการทำเป็นงานอดิเรก... เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อฆ่าเวลา เพื่อความสุขความชอบส่วนตัว อันนี้ไม่ต้องคิดมาก หาที่เรียนที่ใกล้บ้าน หรือที่สะดวก หรือแม้แต่ซื้อหนังสือมาเรียนเอง    ก็ได้ เวลาเรียนก็ไม่ต้องกังวลอะไร ว่าจะสวยไม่สวย จะถูกหรือผิด ไม่ซีเรียส...ควรบอกครูสอนไปเลยว่ามาเรียนเพื่อเป็นงานอดิเรก ครูเขาจะได้ไม่ต้องเข้มงวดกับเรานัก ว่าจะต้องทำให้ถูก ทำให้สวย แทนที่จะเรียนเพื่อความเพลิดเพลิน จะกลายเป็นเรียนด้วยความเครียดเสียเปล่าๆ...

ทำเพื่อหารายได้เสริม... บางครั้งนอกจากทำเพราะความชอบแล้ว ยังอาจจะเป็นรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะดอกไม้ดินมีอุปกรณ์ที่ไม่ยุ่งยากมากนัก บางดอกพกพาไปทำในสถานที่ต่าง ๆ ได้ หากจะเรียนรู้เพื่อหารายได้เสริม ก็ควรตั้งใจหน่อย... เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ การใช้ดิน การคลึงดินให้คล่อง และควรรู้จักดอกไม้ต่าง ๆ ให้มากด้วย ทั้งจากหนังสือดอกไม้ต่างๆ หมั่นสังเกตดอกไม้จริง ๆ บ้าง เพราะครูที่ดีที่สุดในการทำดอกไม้ ก็คือ ธรรมชาตินั่นเอง...

ทำเพื่อเป็นงานหลักหรือเป็นอาชีพ... หลายๆ คนกำลังเบื่องาน ตกงาน อยากหาอาชีพใหม่บ้าง...การทำดอกไม้ประดิษฐ์จากดินเป็นอาชีพ ก็นับว่าเป็นอาชีพที่มีอิสระค่อนข้างสูง รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ฝีมือ และความมีระเบียบวินัยของตัวเอง บางคนมีรายได้ไม่กี่พันบาทต่อเดือน แต่หลายคนก็มีรายได้เป็นหลักหมื่นต่อเดือน หรือพัฒนาจนมีลูกน้องหลายคน จนมีทีมงานดอกไม้ก็มีมาก

หลายคนคิดว่าความสำเร็จของอาชีพนี้อยู่ที่ฝีมือ... หรือการทำดอกไม้ได้สวยเหมือน     ของจริง...แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันขึ้นอยู่กับคำว่า “ความรับผิดชอบ” ต่างหาก คำนี้สำคัญมากสำหรับคนทำดอกไม้ ยิ่งถ้าเราไม่มีร้านเองด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก สำหรับร้านดอกไม้หลายๆ ร้านในเมือง ไม่ใช่ต้องการยอดฝีมือ ที่ทำดอกไม้สวยเพียงอย่างเดียว เพราะหลายคนที่ทำดอกไม้สวย แต่กลับไม่ค่อยมีใครอยากจะสั่งซื้อชิ้นงาน เพราะว่าพอนัดส่งงานแล้ว เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไม่มาส่งบ้าง ผิดนัดอยู่บ่อย ๆ ถึงทำให้สวยแค่ไหน ทางร้านก็คงไม่ชอบ ฉะนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบ” จึงน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถึงแม้วันนี้เราอาจยังทำดอกไม้ได้ไม่สวยเท่าไหร่...แต่เชื่อว่าการทำอยู่บ่อย ๆ ฝึกฝนตัวเองบ่อย ๆ ก็จะทำให้เราพัฒนาการทำดอกไม้ดินได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน...

ทีนี้มาดูกลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ตำบลบางสมัครบ้าง...กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวกันของสมาชิกกลุ่มสตรีตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง ที่มีความสนใจการประดิษฐ์ดอกไม้จากดินไทยและผ้าใยบัว ก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 สมาชิกประมาณ 20 คน (ปัจจุบัน 30 คน) มีคุณรัชนี คงพ่วง เป็นประธานกลุ่ม... แรก ๆ ได้ไปฝึกเรียนการประดิษฐ์ดอกไม้จากดินไทยที่ตลาดนัดจตุจักร...โดยได้รับการสนับสนุนค่าเรียนและค่าวัสดุจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางสมัคร ต่อมาได้มีการนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับสมาชิกกลุ่มทุกคนและได้พัฒนาฝีมือเรื่อย ๆ มา จนมีผลงานเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนและใกล้เคียง และได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ของตำบลบางสมัคร...

เป้าหมายของกลุ่มนี้ คือ ทำเพื่อหารายได้เสริมให้กับสมาชิก...โดยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีการส่งเสริมเกื้อกูลกันและกัน มีการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ เช่น การผลิต การตลาด เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงาน แหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนและผู้ที่สนใจ   ในอาชีพทำดอกไม้ประดิษฐ์อีกด้วย โดยมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางปะกง สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะกง กศน.อำเภอบางปะกง และองค์การบริหารส่วนตำบลบางสมัคร

ผลการดำเนินงานของกลุ่มที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ที่พอไปได้แต่ต้องพัฒนาอีก... โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2554 ทางสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทราได้ไปสนับสนุนเพิ่มเติม ด้วยงบประมาณพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อยกระดับฝีมือการผลิต การตลาด และบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น... มีการฝึกอบรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ถึง 15 วัน พาไปศึกษาดูงานที่กลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย ต.ดาวเรือง อ.เมืองฯ จ.สระบุรี อีก 1 วัน ฝึกอบรมออกแบบบรรจุภัณฑ์ 1 วัน รวมทั้งพาไป ROAD SHOW และจำหน่ายสินค้าที่ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต อีก 5 วัน...

ผลลัพธ์ที่ได้น่าพอใจและยอดจำหน่ายก็เพิ่มขึ้น...หลังจากฝึกอบรมมาแล้ว ทางกลุ่มก็มีผลิตภัณฑ์ที่สวยงามโดดเด่นขึ้น (ดูภาพประกอบ...) สมาชิกมีทักษะ ความชำนาญเพิ่มขึ้น และสามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานฝีมือไว้ได้ กลุ่มมีรูปแบบใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้เลือกเพิ่มขึ้นถึง 15 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกลิลลี่ ดอกกุหลาบ ดอกสาวน้อยเต้นระบำ ดอกไอริช ดอกกล้วยไม้หวาย แคทรียา ช้างกระ แวนด้า รองเท้านารี ดอกและต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง    (สวยมาก...ขอบอก...) ต้นและดอกไก่ฟ้าพญาลอ ต้นและดอกบัว ช้างแดง และซิมมีเดียม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความสวยงาม ประณีตมาก เป็นที่สนใจของลูกค้าไม่น้อย...

ผมเอามาบอกเพราะนี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว...เผื่อจะได้ซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่ท่านรัก เคารพนับถือ ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หากสนใจก็ติดต่อได้ที่คุณรัชนี คงพ่วง เลขที่ 52 หมู่ที่ 5 ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 24180 เบอร์โทรศัพท์ 038-539385 ,081-1771812 ,089-2416612 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ครับ...

ก่อนจากกัน ผมขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประกอบการ OTOP และพี่น้องชาวแปดริ้วทุกท่าน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม...ขอให้ทุกท่าน สู้ สู้ ด้วยความอึด ความอดทน ให้ปัญหาอุปสรรคนี้ผ่านพ้นไปด้วยดีนะครับ...

น้ำหอม 3 in 1 : ระงับกลิ่นเท้า เต่า ตัว

ที่ไหนก็มีปัญหาเรื่องกลิ่น... วันนี้ หัวข้ออาจจะงงๆ สักหน่อยนะครับ ไม่รู้อะไรกันแน่ เจ้าของผลิตภัณฑ์นี้ คือ คุณณัฏฐนิช ทองวิไล เกริ่นให้ฟังว่า ประเทศไทยหรือทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองร้อนหรือเมืองหนาว เวลาที่มีฝนตก อากาศอับชื้น ทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นเท้า หรือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ในที่อับชื้น เป็นปัญหาที่ยังไม่มีการแก้ไขได้ใน   องค์รวม จะมีบ้างก็เป็นเฉพาะแต่ละเรื่อง เช่น น้ำหอม โรลออน หรือน้ำยาดับกลิ่นต่างๆ     จึงทำให้เกิดแนวความคิดในการผลิตน้ำหอมสมุนไพร 3 in 1 ระงับกลิ่น เท้า เต่า ตัว ขึ้น  (เรียกว่าซื้อ 1 ใช้ได้ถึง 3 นั่นเอง)...
คุณณัฏฐนิช ทองวิไล เล่าถึงความเป็นมาว่า... ปี พ.ศ.2548  จึงได้เกิดนวัตกรรมใหม่  โดยการค้นคว้าและวิจัยของนายธนภณ  เข็มกลัดทอง ประธานชุมชนหมู่บ้านศรีโสธร  และทดลองใช้กับกลิ่นตัว  กลิ่นเท้า และพื้นที่อับชื้น เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม มีการทบทวนคิดค้นส่วนผสมและสูตรสำเร็จหลายขั้นตอนจากนั้นทดสอบการใช้งานอีกประมาณ 6  เดือน โดยผลิตตัวอย่างที่จะทำการขาย นำไปให้คณะกรรมการชุมชน    เพื่อนร่วมเครือข่ายต่างๆทดลองใช้ ฟรี เพื่อทำการศึกษาการตลาดอีกประมาณ 6 เดือน เมื่อรู้ถึงปัญหาพอสมควรและนำมาแก้ไขแล้ว จึงเริ่มทำการผลิตออกจำหน่าย  และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าที่ได้ใช้น้ำหอมสมุนไพร 3 in 1  มาจนถึงทุกวันนี้ ...
จุดเด่นของน้ำหอมสมุนไพร 3 in 1... ระงับกลิ่น เท้า  เต่า  ตัว หรือ  B’O Herbs Perfumes (บีโอเฮิร์บ เพอร์ฟูม)  คือ เป็นนวัตกรรมที่ดี   มีประโยชน์  และปลอดภัย       โดยการนำเอาสมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติระงับกลิ่นมาผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมไทยๆ หรือ  กลิ่นสากลที่คนส่วนใหญ่นิยม ชื่นชอบ  กลมกลืนเป็นกลิ่นเดียวกันทั้งร่างกาย     และเหมาะกับอากาศร้อน ๆ อย่างประเทศไทยเรา
มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับ... เรามีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ และปฏิบัติทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ การจดแจ้งการผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุม  เลขที่  24-1-5400004  จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุข... มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน  มผช. เลขที่  771/2548  จากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์  OTOP ระดับสี่ดาว  ปี  2553  จากกรมพัฒนาชุมชน  กระทรวงมหาดไทยได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (ฉลากคาร์บอน)  จากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพได้มาตรฐานของทางราชการ...
กระบวนการผลิต... เรามีขั้นตอนแบบง่าย ๆ แต่เอาใจใส่ถึงมาตรฐาน...ขั้นตอนการผลิต ประกอบด้วย 1) เตรียมขวด  บรรจุภัณฑ์พร้อมอุปกรณ์ตามมาตรฐาน 2) บรรจุตามขั้นตอน 3) ติดฉลาก  แสดงมาตรฐานที่ได้รับ  เช่น  มผช., OTOP, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, เลขจดแจ้งเครื่องสำอาง  จากกระทรวงสาธารณสุข4) ติดฉลากวันผลิต และ 5) บรรจุใส่กล่อง เตรียมออกจำหน่ายแรงงานที่ใช้ผลิตและขาย ส่วนหนึ่งเป็นการจ้างแรงงานในชุมชนหมู่บ้านศรีโสธร ...สำหรับเคล็ดลับในการผลิตน้ำหอมสมุนไพร 3 in 1  ระงับกลิ่น เท้า เต่า ตัว  เป็นเทคนิคส่วนตัวในการผลิตที่ไม่ซ้ำแบบใคร  ใช้ระยะเวลาในการหมักบ่มอย่างน้อย 3 เดือนแหล่งผลิตตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนนเอมอรอุทิศ 1  ต.หน้าเมือง  อ.เมือง  จ.ฉะเชิงเทรา

แหล่งจำหน่าย... คุณสามารถซื้อหาผลิตภัณฑ์น้ำหอมสมุนไพร 3 in 1  ระงับกลิ่น เท้า เต่า ตัว มาทดลองใช้ได้ โดยซื้อได้ที่ 1) ร้านเสริมสวย คุณปื๊ด ตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนนเอมอรอุทิศ 1  ต. หน้าเมือง  อ. เมือง จ. ฉะเชิงเทรา โทร.038-511608 หรือ 081-8350939... 2) ตลาดร้อยปีบ้านใหม่  ตั้งอยู่ ณ ชุมชนตลาดบ้านใหม่และตลาดบน  เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา รถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง ...รถประจำทาง จากกรุงเทพฯ มีรถประจำทางออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) และสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) ...รถไฟ (หัวลำโพง) มีขบวนรถไฟมาฉะเชิงเทราทุกวัน  จากนั้นโดยสารรถเล็กจากสถานี สายรอบเมืองวิ่งผ่านวัดโสธรวรารามวรวิหาร และตลาดบ้านใหม่  3) ตัวแทนจำหน่าย บ้านสมุนไพร  โดยคุณรยา รักษาพล เลขที่ 101/23  หมู่ 3  ต. ขนอม  อ. ขนอม  จ.. นครศรีธรรมราช  80210  โทร 081-4820841 และ 4) จากการออกบูท  OTOP  ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็คเมืองทองธานี งานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา งานออกร้านของหน่วยราชการต่าง ๆ เป็นต้น

คงหายงงแล้วนะครับ ว่า 3 in 1 เท้า เต่า ตัว คืออะไร ถ้าสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร.038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

สวนยุพิน ฉลาดถ้อย : พันธุ์ไม้เสริมราก หนึ่งเดียวในแปดริ้ว

วันนี้ ผมขอเรียนท่านผู้อ่านว่า... ท่านจะได้แง่มุมด้านการตลาดเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านจะได้อ่านนี้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะท่านที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมการเกษตรผู้ประกอบการ OTOP ที่จะนำมาเล่าในวันนี้ เป็นประเภทผู้ประกอบการรายเดียว คือ สวนยุพิน ฉลาดถ้อย อยู่ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็น OTOP แปดริ้ว ได้แก่ ปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพ และน้ำสมุนไพรป้องกันแมลงส่วนพันธุ์ไม้เสริมราก ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็น OTOP ได้ (แต่ผมเอามาเป็นชื่อเรื่องเพราะสิ่งนี้เป็นตัวทำการตลาดให้กับเจ้าของได้อย่างน่าสนใจ) เจ้าของสวนและผลิตภัณฑ์ คือ คุณกุณฑล และคุณยุพิน ฉลาดถ้อย สองสามีภรรยา ทั้ง 2 ท่าน ช่วยกันเล่าให้เราฟัง ดังนี้ครับ...
ถูกฟ้องเกือบล้าน แต่ผ่าทางตันมาได้... ครอบครัวของเราเคยถูกฟ้องจากสหกรณ์การเกษตรอำเภอแปลงยาว เมื่อปี พ.ศ.2540 เป็นหนี้สหกรณ์ขาดไม่กี่ร้อยก็เต็มล้านบาท... ตอนนั้นลืมดูตัวเอง วางแผนผิด ทำสวนมะม่วง แต่ทำมากเกินไป เงินทุนไม่พอหมุนเวียน และประสบภัยธรรมชาติ จึงขาดทุนและถูกฟ้อง แต่ได้ขอประนอมหนี้ และผ่อนชำระเรื่อยมา จนเดี๋ยวนี้ปลดหนี้ได้สำเร็จแล้ว...ตอนแรกเราประเมินว่าอะไร ๆ เราก็ทำได้ทุกอย่าง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น  บางอย่าง  ก็ทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดิน นั่นแหละถูกต้อง... มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยขอข้าวเขากินเพราะเราไม่มี เขาให้มาแค่ 2 โล ร้องไห้เลย รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา แต่ ณ วันนี้ ไม่มีหนี้สิน เรารู้สึกภาคภูมิใจ ทำไมเราผ่าทางตันมาได้ เพราะไม่ท้อแท้ ต้องสู้ ... เคยไปดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน แล้วเอามาประยุกต์ทำ ดูกำลังเรา มีเท่านี้ ทำเท่านี้ก่อน มีที่ดิน 48 ไร่ ตัดมาทำ 20 ไร่ ทำไปเรื่อยๆ ... เรามองว่าการเกษตรต้องเรียนรู้ เมื่อก่อนทำกิ่งพันธุ์ไม่เป็น เราก็จ้างคนสวนที่ปราจีนบุรีมาทำ แอบจำไว้ แล้วนำมาทำเอง การเรียนรู้เรื่องการตลาด ทำให้เรามองแบบเชิงพาณิชย์ คนอื่นเขาทำกันทั่วไปไม่สวย แต่เราทำสินค้าคัดเกรด ขายได้ราคาดีกว่า นี่คือการผ่าทางตันของเรา ...
แหวกวงการต้นไม้ ด้วยพันธุ์ไม้เสริมราก... แรก ๆ เราซื้อพันธุ์ไม้มาปลูก พายุมา ลมมามันก็ล้ม มันไม่มีรากแก้ว เรามานึกดูมะม่วง มะขาม สมัยก่อนทำไมไม่ล้ม เพราะมันมีรากแก้วไง...เราจึงคิดทำต้นไม้เสริมรากมาช่วย ก็ได้ผลดี นานเข้าเราจึงทำกิ่งขาย วิธีการก็คือปลูกเมล็ดลงไป 3 ต้น เอาพันธุ์ดีมาปลูกตรงกลาง แล้วทาบติดกัน... เราไม่ได้เสริมเพื่ออวดหรือเท่ห์ แต่เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อก่อนมะม่วงอยู่ได้ 40-50 ปี ทำไมอยู่ได้... เราจึงทำพันธุ์ไม้เสริมราก ทีละเล็กทีละน้อย ทำจนมีคนรู้จักบ้างแล้ว กิ่งพันธุ์ที่ทำก็มีมะขาม ขนุน กระท้อน มะนาว และมะม่วงมากที่สุด เพราะเป็นคนแปดริ้ว ส่วนเงาะ ทุเรียน เราไม่รู้จักจึงไม่ได้ทำ... สำหรับมะนาวเสียบยอดมะขวิด นักวิชาการบอกว่าไม่ได้ผล แต่เราทำเองได้ผล ดกมาก ก็เสริมรากด้วย เน้นความแข็งแรง เราไม่ปลูกมะนาวเดี่ยว ต้องใช้ต้นเป็นมะขวิด 2-3 ต้น เพราะทนน้ำท่วม ทนแล้ง มีลูกได้ตลอดเวลา มีน้ำเลี้ยงเหลือเฟือ หลักการนี้มาจากเราเจอน้ำท่วม แต่มะขวิดไม่กลัวน้ำท่วม พายุก็ไม่กลัว ถ้ามีมะนาว 100 ต้น ครอบครัวเราพอกินพอใช้ 90 ต้นทำกิ่งพันธุ์ ปลูกกิน 10 ต้น พอแล้ว...
ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร  เกื้อกูลพันธุ์ไม้ในสวน... เมื่อเราถูกฟ้อง จึงหันมาทำสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือ ประหยัดและพึ่งตนเอง เมื่อหมดทุน ไม่มีเงิน แต่ในสวนมีโล่ติ๊น (เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก ใช้รากฆ่าเหา เรือด ไล่แมลง)  จึงนำมาแช่น้ำ ฉีดแทนยาฆ่าแมลง เลียนแบบคนจีน เอาโล่ติ๊น ไล่แมลง ทำไปก็ดี เพื่อนก็ขอใช้บ้าง พอเห็นว่าดี เกรงใจก็ขอซื้อ จึงทำแบบจริงจัง... เรายังมีสมุนไพรกลั่นป้องกันเชื้อรา สาหร่ายทะเลอาหารเสริมทางใบ และปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพ สมุนไพรของเราเน้นที่การป้องกัน สาหร่ายทะเล ทำให้ออกนอกฤดูได้ ใช้ช่วยออกดอกง่าย กล้วยไม้ก็ช่วยได้ เราใช้สมุนไพรมาบังคับ เกื้อกูลกัน ไม่ใช้สารเคมี ต้นไม้ถ้ากินดี อยู่ดี น้ำเลี้ยงดี เขาก็ออกลูกดี แตกใบดี... ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของเราทุกตัวขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และได้รับการคัดสรร OTOP อยู่ในระดับ 5 ดาว และ 3 ดาว ส่วนพันธุ์ไม้เสริมรากไม่ได้ขึ้นทะเบียน OTOP เนื่องจากไม่อยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์...
การตลาดชั้นยอด ทำสินค้าแบบคัดเกรด ขายนวัตกรรม... การตลาดของเราจะเจาะลูกค้า    ในกลุ่มคนที่มีฐานะ เรามองที่ดินบ้านเราเป็นไร่ ๆ ละกี่แสน แต่ลูกค้าของเราต้องมองเป็นตารางวาๆละ กี่หมื่น ที่นิดเดียวปลูกได้ 2-3 ต้น เราบอกว่าแทนที่จะเอาต้นละ 50 บาทไปปลูก สู้เอาพันธุ์ไม้เสริมรากไปปลูกดีกว่า ได้ผล2-3เท่าตัว เน้นความแข็งแรง ปลูกต้นไม้ต้องเน้นคุณภาพ ผลดกลูกโต เพราะการเสริมราก จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ถ้าไม่เสริมราก ลูกจะเล็ก ไม่สวย ไม่ดก... การออกบูธตามงานต่าง ๆ เรามีป้ายประชาสัมพันธ์ ทำสินค้าคัดเกรด ไม่มีการกองรวม เราจะโชว์ไม้สมบูรณ์ตามลักษณะสายพันธุ์ ปลูกแล้วโตเร็ว จุดเด่นคือ มีรูปให้เห็น อธิบายให้ฟัง อันนี้รากเดียว           อันนี้เสริมราก... แต่เราก็ทำสินค้าไว้ 2 เกรด ตลาดนัดแปลงยาวทุกวันพุธ ก็เป็นเกรดทั่วไป...

ขายแพงแต่ไม่พอขาย... เรามองว่าสินค้าที่เราทำต้องเหนือกว่าที่เขาทำทั่วไป และต้องตั้งราคาเองได้ ไม้เสริมรากตั้งราคาเองได้ ราคามาตรฐาน ต้นละ 1,000 บาท (สูง 1 เมตรเศษ) แต่ถ้าเพื่อนกันก็ 800 บาท เดินทั้งงานจะไม่เจอสินค้าแบบเรา เกษตรจะอยู่ได้ ต้องตั้งราคาเองได้ เร็ว ๆ นี้ ลูกค้ามาสั่ง 100 ต้น เสริมราก เราบอกไม่มี เขาจะจ่ายตังค์เลย เราก็ไม่เอา ถ้ามีแล้วค่อยมาเอาดีกว่า  ถามว่าแพงไหม ต้นละ 1,000 บาท แพงแต่ไม่พอขาย เพราะคุณภาพดีบอกกันปากต่อปาก ... มีอยู่ครั้งหนึ่งขายไป 2 ต้น 6,000 บาท หิ้ว 2 มือ ๆ ละ 3,000 บาท ไม่ใช่อวดรวย แต่เราขายความคิด ขายนวัตกรรม  เราดูคุณขาย แต่เราไม่ทำแบบคุณ อีกครั้งหนึ่งมีลูกครึ่งออสเตรเลียเคยซื้อพันธุ์ไม้เสริมรากของเราที่งาน OTOP City เมืองทองธานี ผ่านมาหลายปีเจอกันเขาดีใจมาก เขาทำบันทึกและถ่ายรูปต้นมะม่วงของเขาไว้ แล้วเขาได้ทุกอย่างเหมือนที่เราพูด ... บอกได้เลยว่า 10 ปี คุณไม่ลืมเรา เพราะเราไม่หลอกคุณ เราขายชื่อเสียง...
ข้อคิดฝากเกษตรกรไทย... เขาว่าเมืองไทยเศรษฐกิจตก เราว่าไม่จริง ขอให้เป็นของดีจริงเถอะคนไทยก็ซื้อ เราโยงมาที่ต้นไม้เสริมราก คือ ของดียังไงก็ซื้อ เราอยู่แปลงยาวและห่างไกลจากอำเภอพอสมควร แต่ลูกค้าของเรามาจากเชียงราย มาเอาแค่ 2 ต้น เป็นอกร่องโบราณ เพราะเขาต้องการ...ถามว่าทำไมไม่มีคนทำในแปดริ้ว เพราะสวนที่ทำกิ่งพันธุ์จริงๆ มีน้อยราย ส่วนใหญ่ซื้อมาขายไป ไม่มีคนสวนขายเอง ส่วนใหญ่มาจากปราจีน คนสวนจริง ๆ ก็ขายไม่เป็น... ทำสวนเราเน้นความหลากหลาย ไม่อิงไม้ตัวเดียว เผื่ออันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้ไว้ด้วย ... บางคนดูผลไม้เราลูกใหญ่ แต่ไม่ดูเบื้องหลัง ว่าเราทำอะไรไว้บ้างกับตันไม้ ทำไมมันดี เราทำพันธุ์ดี ระบบน้ำดี จะแล้งยังไง เรามีน้ำให้ ทำกันแค่ 2 คน ทำทุกอย่าง ทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ... การดูงานบางคนบอกไม่ได้อะไรเลย ขอบอกว่าได้ทุกที่ เพียงแต่เราจะจับจุดได้หรือเปล่า จุดเด่นมีทุกที่ ถ้าไม่มีจุดเด่น คนเขาไม่เข้าไปดูหรอก... ถ้าเรามองเขารวย เราอยากรวยบ้าง แต่เราไม่มองว่าทำไมเขาถึงรวย ต้องทำอะไรบ้าง ชาวบ้านว่าทำไมเรารวย แต่เขารู้ไหมว่า ก่อนหน้านี้กลางคืนเราก็ทำงาน ตัดมะระไปขาย ไฟฉายติดหัวเลย ตี 3 ลุกตัดมะระ นอนไม่กี่ชั่วโมง กว่าจะผ่านวิกฤตมาได้...

ฝากไว้เพื่อแผ่นดิน... วันนี้เราภูมิใจ เราได้สร้างสิ่งดี ๆ ไว้กับสังคมมากมาย มีเด็กมาเรียนที่นี่ ให้ลุงป้าได้บอกเล่าถึงความเป็นอยู่ยังไงถึงอยู่ได้ มีคนมาขอดูงาน ขอความรู้ วันหนึ่งเราเคยผิดพลาดเรื่องการวางแผน แต่วันนี้มีคนมาขอความรู้ เราจึงภูมิใจที่จะถ่ายทอดให้กับทุกๆ คนที่สนใจ...

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อคุณกุณฑล หรือคุณยุพิน ฉลาดถ้อย บ้านเลขที่ 2 หมู่ 8 ต.วังเย็น  อ.แปลงยาว  จ.ฉะเชิงเทรา โทร. 081-9492181 หรือสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร.038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บ้านแล้ง : หมู่บ้านเกษตรกรรมปลอดสารพิษ

 
บ้านแล้ง ม.5 ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านวางแผนกำหนดอนาคตให้หมู่บ้านของเขาเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมปลอดสารพิษ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ สนง.พัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม หรือ สนง.พัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร.038-511239