วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กลุ่มแม่บ้านบึงตะเข้ : ชาวนาปริญญาโท ข้าวกล้องระดับ 5 ดาว

ชาวนาปริญญาโท... ผู้ประกอบการ OTOP ที่ผมจะพาไปรู้จักในฉบับนี้ คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบึงตะเข้ ที่ทำการตั้งอยู่เลขที่ 130/1 หมู่ที่ 14 บ้านบึงตะเข้ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เอาเป็นว่าอันดับแรกที่ผมอยากจะชื่นชมกลุ่มนี้ก็คือ การมีผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็งและมีคุณภาพมาก ผู้นำกลุ่มคือ คุณบานเย็น เข็มลาย อายุ 45 ปี มีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่ม จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง อาชีพทำนา เป็นผู้นำกลุ่มที่มีเกียรติประวัติดีงาม ได้รับรางวัลทั้งระดับจังหวัดและเขตมาแล้วมากมาย เช่น ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น เกษตรกรดีเด่น หมอดินอาสาดีเด่น ผู้นำกลุ่มองค์กรในงานพัฒนาชุมชนดีเด่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น และล่าสุดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ในปี 2556…
พึ่งพาตนเองโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง... กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบึงตะเข้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชาวนาบ้านบึงตะเข้ ซึ่งประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ประกอบกับการสังเกตเห็นชาวบ้านบริโภคแต่ข้าวขาว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ทำให้คนในหมู่บ้านเป็นโรคเบาหวาน และมะเร็งลำไส้ อันเนื่องมาจากบริโภคข้าวที่ขัดขาวมากเกินไป จึงเกิดแนวคิดรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อนำข้าวเปลือกที่ผลิตได้เองในหมู่บ้านมาทำการสีแปรรูปเป็นข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือ เพื่อเก็บไว้บริโภคเองและจำหน่าย เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง
เริ่มด้วยทุนน้อย... สมาชิกเริ่มแรก จำนวน 13 คน เริ่มดำเนินการผลิตโดยนำเอาเครื่องสีข้าวที่ทำขึ้นเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ครกกระเดื่องและสีมือหมุน มาผลิตข้าวกล้อง และข้าวซ้อมมือ ส่วนวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็ได้มาจากสมาชิกที่นำข้าวเปลือกมาเข้าหุ้นคนละ 10 ถัง สำหรับแรงงาน สมาชิกก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สถานที่ผลิตก็อาศัยโรงเรือนเลี้ยงไก่เก่าที่บ้านของประธาน (ปัจจุบันยังใช้ที่นี่ มีพื้นที่รวมทั้งพื้นที่ทำนาด้วย ประมาณ 20 ไร่) ผลผลิตในระยะแรกๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ เพราะข้าวสารจะมีลักษณะสีขาวขุ่น ไม่น่ารับประทาน แต่ก็มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งซื้อไปบริโภค ลูกค้ากลุ่มนี้สนใจรักษาสุขภาพ มองเห็นคุณค่าของข้าวสีขาวขุ่น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา โรคปากนกระจอก โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งลำไส้ได้...
เติบโตตามกระแสรักสุขภาพ... ปัจจุบันนี้ กิจการของกลุ่มดำเนินต่อเนื่องมาเข้าปีที่ 12 แล้ว กลุ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถขยายกำลังการผลิตโดยใช้โรงสี วันละ 5 ตัน แทนครกกระเดื่องและสีมือหมุน มีสมาชิกมาทำงานประจำ วันละ 10-15 คน สมาชิกปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน และมีเครือข่ายที่ผลิตข้าวเปลือกปลอดภัยจากสารพิษส่งให้แก่กลุ่มถึง 200 คน ได้รับการสนับสนุนทุน วิชาการ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มากมายจากทั้งภาคราชการและภาคเอกชน เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร กศน. กระทรวงอุตสาหกรรม กรมตรวจสอบบัญชี โรงสีรัชมงคล กรมปศุสัตว์ กรมประมง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขาหินซ้อน กระทรวงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา กระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมพัฒนาที่ดิน สหกรณ์จังหวัด ธนาคาร ธกส. เทศบาลตำบลสนามชัยเขต วัดพระธาตุวาโย เครือข่ายกลุ่มแม่บ้าน และผู้นำหมู่บ้าน เป็นต้น สำหรับค่าตอบแทนของสมาชิกนั้น สมาชิกคนใดที่มาทำงานจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายวัน วันละ 170-250 บาท ตามแต่งานที่รับผิดชอบ ส่วนการจัดสรรผลกำไร แบ่งเป็น สวัสดิการ 20 % (ทุนการศึกษา,พบปะสังสรรค์) พัฒนากลุ่ม 50 % ปันผล 20 % และสาธารณประโยชน์ 10 % ...
ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากแนวคิด “บริหารจัดการให้เหลือศูนย์”... สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของกลุ่มนี้ก็คือ แนวคิดในเรื่องการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เหลือศูนย์ หมายความว่า วัตถุดิบที่นำมาทำผลิตภัณฑ์นั้นจะถูกบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ทุกอย่างจนไม่มีอะไรเหลือเป็นขยะที่ต้องทิ้งเลย ทุกอย่างจะถูกทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และใช้ประโยชน์ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ข้าวเปลือก เมื่อนำมาสีจะได้ข้าวสาร ปลายข้าว รำข้าว และแกลบ ข้าวสารจะนำออกจำหน่าย บางส่วนที่เหลือจะถูกแปรรูปเป็นแป้งเพื่อทำเป็นขนม ส่วนปลายข้าวและรำข้าว จะนำมาเป็นอาหารสัตว์ เช่น ปลา เป็ด ไก่ หมู วัว สัตว์เหล่านี้เมื่อถ่ายมูลออกมา จะถูกนำเอาไปทำก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน และบางส่วนจะนำไปทำปุ๋ยเพื่อใส่ต้นไม้และผักสวนครัว ต้นไม้โตขึ้นจะถูกนำไปเผาถ่าน ได้น้ำส้มควันไม้นำไปรดกุหลาบและกล้วยไม้ที่กลุ่มปลูกไว้ ผักสวนครัวจะนำไปบริโภคและแปรรูปจำหน่าย สำหรับแกลบ รวมทั้งเศษดอกหญ้าและฝุ่นละอองจากการสีข้าว จะถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอัดเม็ดต่อไป...
เน้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน... จากแนวคิดบริหารให้เหลือศูนย์จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกได้ ปัจจุบันกลุ่มมีผลิตภัณฑ์ถึง 17 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ข้าวกล้องมะลิแดง ข้าวกล้องมะลิข้าว ข้าวกล้องนิล ข้าวซ้อมมือ ข้าวเกรียบกุ้ง ขนมข้าวแต๋น ไข่เค็ม ขนมมันฉาบ ขนมเผือกฉาบ ขนมกล้วยกรอบ ขนุนกวน น้ำอ้อย สบู่สมุนไพร น้ำยาล้างจาน น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และน้ำปลา ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ในอนาคตกลุ่มวางแผนธุรกิจไว้ว่า กำลังจะดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตน้ำดื่ม ภายในปี 2558 นี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของกลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนอนุรักษ์นิยม โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ข้าราชการ สมาชิกในกลุ่ม และกลุ่มแม่ค้าร้านข้าวต้ม แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ได้แก่ ที่ทำการของกลุ่ม ตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพฯ ตลาดนัดข้างศาลากลางจังหวัดทุกวันอังคารและวันศุกร์ ตลาดน้ำบางคล้าทุกวันเสาร์/อาทิตย์ ร้านค้าหลายแห่งในจังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี งานแสดงสินค้าทั่วไปของจังหวัด งานอำเภอเคลื่อนที่/จังหวัดเคลื่อนที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มยังส่งข้าวไปจำหน่ายยังประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ อีกเดือนละ 30 – 50 ตัน...
อยากให้บริโภคสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ... กลุ่มได้กำหนดวิสัยทัศน์ของกลุ่มไว้ ดังนี้ “เป็นกลุ่มที่มีมาตรฐานในด้านการบริหาร บัญชี ตลาด และการผลิต มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง” และมีคำขวัญในการดำเนินงาน คือ “ทำดี คิดเป็น มีหลักการ”... คุณบานเย็น ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักการดำเนินงานของกลุ่มไว้ว่า “เรามุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะให้กลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค การผลิตข้าวของกลุ่ม จะสนับสนุนให้สมาชิกใช้ข้าวพันธุ์ดี โดยกลุ่มจะเป็นผู้จัดซื้อให้และรับซื้อข้าวคืนจากสมาชิก การเลือกซื้อข้าวเปลือกมาผลิตข้าวสาร กลุ่มจะมีคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกจากสมาชิกและเครือข่ายที่ได้รับเครื่องหมาย GAP จากกระทรวงเกษตรฯ หรือเป็นเกษตรกรที่ใช้สารอินทรีย์ในการทำนาเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าได้บริโภคข้าวสารที่ปลอดภัยจากสารพิษจริงๆ”...
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าศึกษาดูงานติดต่อได้ที่ คุณบานเย็น เข็มลาย โทรศัพท์ 087-1273417 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

กลุ่มเขาสัตว์แกะสลัก : งานทำมือที่ไม่เหมือนใคร


สวัสดีครับ แฟนๆ คอลัมน์ OTOP แปดริ้วทุกท่าน วันนี้ผมนำเรื่องของกลุ่มเขาสัตว์แกะสลักมาเล่าให้ฟังครับ กลุ่มนี้เขาอยู่ที่ตำบลบางขวัญ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เป็น OTOP ของแปดริ้วที่น่าภาคภูมิใจอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะสามารถสร้างกิจการยั่งยืนมาช้านาน กว่า 10 ปี สมาชิกกลุ่มมีรายได้มั่นคงพึ่งตนเองได้ ผลิตภัณฑ์ก็เป็นที่ต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญเคยมีต่างประเทศติดต่อให้ไปสอนถึงญี่ปุ่น อเมริกา ให้จ้างเป็นแสนเชียวนะครับ...
ภูมิปัญญาเป็นมรดกตกทอด... คุณสมนึก แย้มพุชชง ประธานกลุ่มฯ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยเด็ก ครอบครัวมีฐานะยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเห็นว่าไม่สามารถทำให้มีรายได้เพียงพอแก่ค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้ จึงได้นำเขาควายที่เหลือทิ้งจากงานบุญต่างๆ มาแกะสลัก เพื่อหารายได้เสริม โดยได้นำความรู้ด้านแกะสลักมาจากรุ่นพ่อแม่...
งานชิ้นแรกแกะสลักเขาคู่เป็นรูปเรือใบ... ต่อมาพัฒนาเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เสือ ช้าง ม้า ปลา นก เป็นต้น และพัฒนามาเรื่อย ๆ จากของประดับตกแต่งของที่ระลึกเป็นของใช้ เช่น ช้อน กำไล หวี ไม้เกาหลัง ระยะหลังมีการคิดประดิษฐ์นำลูกไม้ ลูกปัดมาผสมผสานให้เกิดรูปแบบต่างๆ เพื่อเสนอลูกค้า จนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
เพิ่มมูลค่าให้กับของไร้ค่าเหลือใช้... เขาสัตว์แกะสลัก เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งบางคนเห็นว่าไร้ค่าแล้ว โดยเขาควายดำที่นำมาทำผลิตภัณฑ์ ราคาเพียงกิโลกรัมละ 12 บาท เท่านั้น ส่วนเขาควายเผือก จะมีราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่หลังนำมาผ่านกระบวนการผลิตตามขั้นตอนแล้วจะเกิดความสวยงามมาก มีมูลค่าสูงถึง 35 – 10,000 บาท เลยทีเดียว
ขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก แต่แตกต่างกันที่ฝีมือแกะสลัก ขั้นตอนของการทำเขาสัตว์แกะสลักมีดังนี้ ขั้นตอนแรกให้นำเขาควายหรือเขาวัวมาตัดโคนทิ้ง จากนั้นให้ลบรอยกระพี้เขาออกด้วยหินเจียและสักหลาด ขัดผิวให้เรียบด้วยกระดาษทราย ขัดเงาด้วยลูกผ้าและไขมัน ต่อจากนั้นนำมาแกะลายต่าง ๆ ด้วยมือโดยใช้ใบเลื่อยเก่ามาทำเป็นสิ่ว เสร็จแล้วเคลือบด้วยไฮรโดรเย่น ต่อด้วยการประกอบฐานไม้ หรือตกแต่งลูกไม้ ลูกปัด ก็จะได้ชิ้นงานที่สวยงามตามความต้องการ
เทคนิคหรือเคล็ดลับ... ในการทำผลิตภัณฑ์เขาสัตว์แกะสลัก จะต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และจินตนาการส่วนตัว  เนื่องจากไม่มีการสร้างแบบ หรือวาดแบบแต่อย่างใด
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เขาสัตว์แกะสลักเป็นผลิตภัณฑ์ที่แกะลายด้วยมือ (ซึ่งปัจจุบันหาได้ยาก) โดยช่างแกะสลักผู้ชำนาญงาน  มีความสวยงาม คงทน มีประโยชน์หลายอย่าง อาทิ
·       ประเภทประดับตกแต่งบ้านหรือสำนักงาน เช่น เขาควายคู่แกะสลักลายเสือ นก มังกร อินทรีย์ ช้าง เป็นต้น
·       ประเภทเครื่องประดับและของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ ปิ่นปักผม กำไลข้อมือ เต่า ปลาเงิน ปลาทอง นก เป็นต้น
·       ประเภทของใช้ เช่น ช้อน หวี อุปกรณ์นวดหน้า นวดตัว ไม้เกาหลัง เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็จะมีต่างแตกกันไปตามความชอบ ตั้งแต่รุ่นเด็กจนถึงผู้สูงอายุ...
ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่ว่างจากการทำนา... โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในตำบลบางขวัญและตำบลใกล้เคียง จำนวน 20 คน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์และการเรียนรู้กว้างขวางขึ้น จนเกิดรูปแบบใหม่ๆ ตามมา ขณะนี้สมาชิกมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000 - 2,000 ชิ้น ต่อเดือน แล้วแต่ขนาดและความยากง่ายของผลิตภัณฑ์ ส่วนการดำเนินงานของกลุ่มนั้น เขามีการแบ่งรายได้กันตามชิ้นงานที่ทำ มีการจัดสวัสดิการกู้ยืมเงินให้กับสมาชิก และมีการระดมหุ้นจากสมาชิกเพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนของกลุ่ม
สิ่งที่ภาคภูมิใจของกลุ่มนี้... คือ การได้ทำงานในสิ่งที่พวกเขารัก มีการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำนา  และที่สำคัญพวกเขาภูมิใจที่ได้เป็นครูถ่ายทอดภูมิปัญญาไปยังคนรุ่นหลัง ให้แก่เด็ก นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ภูมิปัญญาเหล่านี้เขาตั้งใจเก็บไว้ให้คนไทยครับ เมื่อปีก่อนพวกเขาเคยได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจชาวอเมริกาและญี่ปุ่น ให้ไปเป็นครูสอนแกะสลักเขาสัตว์ที่นั่น โดยให้เงินตอบแทนนับแสนบาท แต่พวกเขาปฏิเสธไป เพราะเห็นว่าการที่ภูมิปัญญาถูกถ่ายทอดให้กับชาวต่างชาตินั้นน่าจะได้ไม่คุ้มเสีย
แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หากสนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเขาสัตว์แกะสลักตำบลบางขวัญ ติดต่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ 1) กลุ่มเขาสัตว์แกะสลัก เลขที่ 49 บ้านชวดตาสี หมู่ 7 ตำบลบางขวัญ อำเภอเมือง ฯ  จังหวัดฉะเชิงเทรา  24000 ติดต่อคุณทิวาวรรณ (เวียง) แย้มพุชชง โทร 081-2998336 ได้ทุกวัน 2) ศูนย์การค้าเจ เจ มอลล์ ชั้น G ห้อง 168 หรือ 3) ตลาดน้ำบางคล้า (เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์)
ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่... กลุ่มเขาสัตว์แกะสลัก เลขที่ 49 บ้านชวดตาสี หมู่ 7 ตำบลบางขวัญ อำเภอเมือง ฯ  จังหวัดฉะเชิงเทรา  24000 โทร 081-2998336 หรือที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า : หมู่บ้านนี้เป็นบริษัท



วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับหมู่บ้านที่ชาวบ้านเขารวมตัวกันตั้งเป็นบริษัทครับ เคยเห็นไหมครับ จากข้อมูลที่เขาบอกผม เขาบอกว่ามีแห่งเดียวในประเทศไทยเชียวนะครับ อยากให้มาดูงานกัน...หมู่บ้านที่ว่านี้ คือ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา...
โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า... เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2550 สืบเนื่องมาจากแนวคิดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการเห็นความร่วมมือกันของ ทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทยสู่การทำอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจเป็นอาชีพหลัก เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคง รายได้ที่แน่นอน และมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รูปแบบการดำเนินงาน... มีลักษณะเป็นโครงการ 4 ประสาน ประกอบด้วย ส่วนราชการ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้อำเภอพนมสารคามพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร ทั้งที่อยู่ในพื้นที่เดิมและพื้นที่อื่น มีฐานะยากจนและไร้ที่ดินทำกิน เข้าร่วมโครงการ 50 ครอบครัว สถาบันการเงิน โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพนมสารคาม สนับสนุนเงินลงทุนในรูปแบบสินเชื่อ และ ธุรกิจเอกชน โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รวบรวมพื้นที่เป็นแปลงขนาดใหญ่ จำนวน 1,253 ไร่ นำมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร และมอบหมายให้ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF รับผิดชอบ บริหารโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรเชิงธุรกิจแก่เกษตรกรโดยเริ่มจากระดับง่ายแล้วค่อยๆ พัฒนาสู่ระดับที่ก้าวหน้าและทันสมัยขึ้น และรับความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ผันผวนด้วยการประกันราคา รับซื้อลูกสุกรจากเกษตรกร
โครงการระยะแรก... ดำเนินแล้วเสร็จสามารถรับเกษตรกรเข้าพักอาศัยและเริ่มประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2521 โดยให้เกษตรกรแต่ละครอบครัวได้รับมอบบ้านพักอาศัย 1 หลัง โรงเรือนสุกรพันธุ์ 1 หลัง ขนาดบรรจุ 30 แม่พันธุ์ พร้อมที่ดินเพื่อการเพาะปลูก รวม 24 ไร่

และเพื่อให้เกษตรกรแต่ละครอบครัว... มีรายได้เพียงพอต่อการชำระคืนสินเชื่อให้กับสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันยังต้องพอเพียงใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม โครงการจึงจัดให้มีทั้งอาชีพหลักเพื่อเป็นรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมอาชีพรองและอาชีพเสริมให้เลือกทำได้ตามความถนัด
จากความขยันขันแข็งและความอุตสาหะ... ระยะเวลาเพียง 10 ปี เกษตรกรสามารถชำระคืนสินเชื่อได้ทั้งหมด ได้รับบ้านพักอาศัย โรงเรือนสุกรพันธุ์และที่ดินทำกิน 24 ไร่ มาเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์จากนั้นเกษตรกรได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในนาม บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด ขึ้นในปี 2530 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท มีเกษตรกรทั้ง 50 ครอบครัวเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้น และคัดเลือกเกษตรกรด้วยกันมาเป็นตัวแทนในการบริหารบริษัท
นอกจากนี้... เกษตรกรแต่ละรายสามารถขอสินเชื่อเพื่อขยายการเลี้ยงแม่พันธุ์สุกรเพิ่มขึ้นจาก 30 แม่ เป็น 100 700 แม่ ตามกำลังความสามารถของแต่ละครอบครัว

ปัจจุบัน... เกษตรกรในโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าสามารถพลิกผันตัวเอง จากเกษตรกรยากจน ไร้ที่ดินทำกิน และปราศจากอาชีพที่มั่นคงมาเป็นเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจที่กลุ่มเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการธุรกิจ มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีอาชีพที่มั่นคง รายได้แน่นอนวางแผนการดำเนินชีวิตเป็น บุตรหลานได้รับการศึกษาที่ดี เป็นอนาคตที่มั่นคงที่สำคัญสามารถสืบทอดอาชีพและทรัพย์สินสู่ลูกหลานต่อไป
จุดเด่นของหมู่บ้าน คือ การส่งเสริมการเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสุกรจำหน่ายให้กับโครงการในราคาประกัน ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพร้อมกับนำความรู้ทางวิชาการมาใช้เพื่อประสิทธิภาพในการผลิตลูกสุกร อาทิ

โรงเรือนปิดระบบปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ... ที่มีอุปกรณ์อัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้ตรงตามความต้องการของแม่สุกรช่วยเพื่อประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น ทั้งด้านการเจริญเติบโต และสุขภาพของสุกร

การผสมเทียม... ช่วยให้แม่สุกรได้รับน้ำเชื้อจากพ่อสุกรพันธุ์ดี เพิ่มอัตราการผสมติดสูงขึ้นได้ผลผลิตลูกสุกรตรงตามความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่หมู่บ้านริเริ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น
โครงการเพิ่มผลผลิต เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสุกรให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของลูกค้า โดยนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของเกษตรกร
โครงการกีฬาต้านยาเสพติด เพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ ส่งเสริมสนับสนุน สร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรและเยาวชนรักการออกกำลังกาย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคมให้ห่างไกลจากยาเสพติด ตลอดจนอบายมุขต่างๆ
โครงการสายใยรักชุมชน เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกันของสมาชิกในหมู่บ้าน โดยการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและประสบการณ์ต่างๆ ให้สมาชิกในหมู่บ้าน
โครงการหนองหว้ายั่งยืน เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกรและบุตรหลานรักอาชีพเลี้ยงสุกร และมีการบริหารจัดการมั่นคงทางเศรษฐกิจในครอบครัว สร้างความสามัคคีและความอบอุ่นให้แก่ครอบครัว
โครงการอาชีพเสริม 1) โครงการปลูกยางพารา 2) โครงการเลี้ยงไก่พื้นเมือง 3) โครงการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งเสริม 4) โครงการปลูกไผ่หวาน 5) โครงการเพาะเห็ดฟางในระบบโรงเรือนปิด 6) โครงการเลี้ยงและขยายพันธุ์ม้า 7) โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด 8) โครงการฝึกอาชีพ
โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เพื่อให้หมู่บ้านเกิดความสวยงามและมีสภาพแวดล้อมที่ดี และพัฒนาจิตใจและปลูกจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนาหมู่บ้านก่อให้เกิดความสามัคคีของสมาชิกในหมู่บ้าน
กิจกรรมฟาร์มสเตย์... ทางหมู่บ้านจัดกิจกรรมไว้หลายอย่าง เช่น กิจกรรมกีฬา (ฟุตบอล ปั่นจักรยานรอบฟาร์ม แบตมินตัน ตกปลา บาสเกตบอล ไก่ชน ขี่ม้า) และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชมจุดเรียนรู้เรื่องการทำไม้กวาด การทำปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด การขยายพันธุ์พืช การเพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงสุกร

ถ้าสนใจศึกษาดูงานบริษัท โทรศัพท์ 038-557081 นะครับ