วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โกมุทประสานกาย : น้ำมันไพล ระดับ 5 ดาว



เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้ไปคุยกับคุณกชพรรณ ชอบสวน มาครับ... เป็นผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์น้ำมันไพล ตราโกมุทประสานกาย ที่ได้รับการคัดสรรให้ได้ระดับ 5 ดาว ในปี 2555 เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันไพลชนิดเดียวในแปดริ้วที่ได้ดาวระดับนี้ คุณกชพรรณ ชอบสวน เล่าให้ฟังว่าอย่างนี้ครับ...


ก่อนจะมาทำน้ำมันไพล ตราโกมุทประสานกาย... เมื่อก่อนเป็นเซลล์ขายยาให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ทำมานานเจอคนเจ็บป่วยปวดเนื้อตัวเยอะ พอดีได้ยินข่าวเค้าเปิดสอนแพทย์แผนไทย ที่สถาบันแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยแพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ เรามีความตั้งใจตรงนั้นอยู่แล้ว ก็เลยไปสมัครสอบและได้เรียน ในหลักสูตรเรียนเภสัช 1 ปี เวชกรรม 3 ปี จบแล้วสอบใบประกอบโรคศิลป์ สามารถเป็นหมอแผนโบราณได้ จัดยา เจียดยา วิเคราะห์โรค แล้วก็นวด เรียนไว้เพื่อรู้ เพื่อช่วยคนนั้นคนนี้ ต่อมาจึงออกจากบริษัทยา มาเป็นหมอแผนไทยที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในแปดริ้ว ทำยาให้เขาด้วยและนวดด้วย ออกบูธด้วย ตอนหลังมันเหนื่อยเลยออกมาทำของตัวเอง 

เริ่มทำครั้งแรก ทำน้ำมันไพลซึ่งเป็นสูตรของปู่... คือเกิดมาที่ปทุมธานีก็เห็นเขาเคี่ยวน้ำมันไพลอยู่แล้ว แต่แรกไม่เคยคิดว่าจะใช้ พอมาถึงตรงนี้ก็จำได้ว่าเคยทำ ก็เลยเอาสูตรตรงนั้นมาทำใช้ในร้าน ไม่ได้ออกไปข้างนอก ใช้ดี ลูกค้ามานวดเยอะ ลูกค้าถามว่าทำไมไม่ทำขายข้างนอก บอกว่าไม่หรอก เพราะอยู่บ้านเป็นหลัก ลูกค้าเยอะอยู่แล้ว เฉลี่ยลูกค้า 2,000 กว่าคนต่อปี เสร็จแล้วก็มีลูกค้ามารับไปแบ่งขายบ้าง พอดีมีโครงการ OTOP เข้ามา จึงคิดต่อยอดเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ประมาณปี 2546 และร่วมคัดสรรได้ตั้งแต่ระดับ 3 ดาว จนถึงการคัดสรรครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 ได้ระดับ 5 ดาว

ผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่มี 3 ชนิด... ได้แก่ 1) น้ำมันไพลธรรมดาหรือน้ำมันเหลือง ราคา 180 บาท สรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบปวดบวม แก้ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอกตามร่างกาย ใช้มาตั้งแต่โบราณนานนม และผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันการศึกษา บอกว่าไพลมีสารลดการเจ็บปวดของมัดกล้ามเนื้อได้ดีมาก เราจะทิ้งไพลไม่ได้ 2) น้ำมันไพลผสมใบบัวบก ราคา 200 บาท สรรพคุณช่วยแก้กระแทกกระทั้นเขียวช้ำอักเสบเคล็ดขัดยอกเป็นหลัก และปวดเมื่อยตามร่างกาย บัวบกจะลดการอักเสบได้เร็วกว่าไพล และคนที่เป็นเบาหวานสามารถโดนใบบัวบกได้โดยแผลไม่เน่า และ3) น้ำมันไพลผสมมะรุม มี 2 ราคา คือ 280 (30 ซีซี) และ 490 บาท (50 ซีซี) สรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เคล็ดขัดยอกข้อต่อกระดูกติดขัดหรืออักเสบ มะรุมจะเสริมฤทธิ์ของไพลให้ไปไวขึ้น เส้นเอ็นที่มีปัญหาจะดีขึ้น มะรุมจะมีสารตัวหนึ่งที่เข้าไปช่วยได้ วันข้างหน้าจะมีอีกตัวหนึ่ง แต่ตอนนี้ยังปิดไว้ก่อน

เรามีกิจกรรมเสริมจากการทำน้ำมันไพล... ได้แก่ โรงเรียนแพทย์แผนไทยโกมุท เปิดมาเพื่อสอนตาม อบต. สอนมาหลายโครงการแล้ว เราสามารถออกใบวิชาชีพการนวดเพื่อสุขภาพให้กับผู้เรียนได้ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหวังให้เป็นอาชีพเสริม สามีภรรยาได้ดูแลกัน สร้างความสมานฉันท์ในครอบครัว บางทีแม่ไม่มาลูกก็มาเรียนแทน พ่อแม่ก็ภูมิใจที่ลูกได้จับเท้า พอลูกนวดเท้าให้แม่ แม่น้ำตาร่วงเลย ถามว่าครูทำยังไงให้ลูกจับเท้าแม่ได้ ส่วนคลินิกแพทย์แผนไทยโกมุทนั้นเปิดมานานตั้งแต่แรกแล้ว นับ 10 กว่าปีแล้ว เป็นคลินิกรักษาโรคแห่งเดียวในฉะเชิงเทราที่เป็นคลินิกแพทย์แผนไทย ที่อื่นจะเป็นนวดเพื่อสุขภาพซึ่งมีใบอนุญาตใบประกอบโรคศิลป์พร้อมให้ตรวจสอบ และต้องต่อใบอนุญาตทุกปี ซึ่งได้ยากมากเพราะต้องเป็นหมอจริงๆ มีใบเวชกรรมมาก่อนตั้งคลินิก ปัจจุบันคลินิกนี้ทำน้อยลงแต่จะออกบูธมากกว่า กิจกรรมของคลินิกคือการนวดเป็นหลัก เราไม่ได้จ่ายยา ถ้าลูกค้ามามีปัญหาเยอะ เราจะเจียดยาหม้อให้ไปซื้อเองที่ร้านในตลาด สำหรับศูนย์โกมุทสมุนไพร เป็นแบรนด์ของน้ำมันไพลมะรุม เพราะก่อนจะขอ อย.ได้ เราต้องมีโรงงานของตัวเอง ศูนย์นี้คือจุดเริ่มต้นของ OTOP
ส่วนตราโกมุทประสานกายนั้น... มาจากชื่อของสามีซึ่งเป็นจ่าทหาร ชื่อเล่นชื่อโกและมุทเป็นชื่อเล่นของตัวเอง จึงคิดว่าจะชื่ออะไรดี ที่คนติดปาก เรียกง่าย จึงเอาชื่อสามีกับชื่อตัวเองมาต่อกัน เป็นโกมุทและจดลิขสิทธิ์แล้ว ส่วนคำว่าประสานกายคือ เราสองคนอยากให้ลูกค้าที่ใช้น้ำมันของเราทาแล้วหาย โดยเราสองคนประสานกัน ก็คือแบรนด์ของเรา 

ตลาดของเรามีอยู่ทั่วประเทศ... วันจันทร์แรกของเดือนเราอยู่ที่ รพ. นครนายก จันทร์ที่ 2 รพ.สมเด็จพระเทพฯ คลอง 16 จันทร์ที่ 3 รพ.มกลักษณ์ กาญจนบุรี หรือ รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น วันอังคารแรกของเดือนอยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์ รังสิต อังคารที่ 2 ศูนย์พระเทพฯ รพ.ท่าม่วง กาญจนบุรี วันพุธ อยู่ที่ รพ.อยุธยา โรงงานมินิแบ บางปะอิน วันพฤหัสบดี รพ.สระบุรี หรือ รพ.พหล กาญจนบุรี วันศุกร์ อยู่ที่ รพ.เด็กในกรุงเทพฯ วันเสาร์ อาทิตย์ อยู่ที่ รพ.กรุงเทพ-ระยอง และทุกวันเสาร์ จะแบ่งคนไปประจำที่ศูนย์โตโยต้า บางปะกง ฉะเชิงเทรา พนมสารคาม สนามชัยเขต ซึ่งโตโยต้าใช้บริการขอบคุณลูกค้า ส่วนที่ส่งขายประจำ ได้แก่ ร้านหมอไฝในตลาด ที่ทำการไปรษณีย์แปดริ้ว และกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี สำหรับต่างประเทศก็มีบ้าง เช่น นอร์เวย์ อเมริกา ญี่ปุ่น ผ่านชิปปิ้งเป็นครั้งคราว
การจ้างงานจะมีเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์... เราจะหั่นไพลครั้งละ 2 ตัน (2,000 กิโลกรัม) โดยใช้ชาวบ้านในหมู่บ้าน ประมาณ 50 คน เป็นคนหั่น ให้ค่าจ้างกิโลกรัมละ 7 บาท วันหนึ่งจะได้คนละหลายร้อย ใช้เวลาหั่นอยู่ประมาณเกือบเดือนจึงเสร็จ แล้วเราจะนำมาเคี่ยวน้ำมันไพลเก็บไว้เป็นหัวเชื้อต่อไป ที่ทำช่วงนี้เพราะจะได้น้ำมันไพลที่มีปริมาณและคุณภาพมากที่สุด ไพลที่นำมาใช้นี้สั่งเขาปลูกที่กาญจนบุรี และปราณบุรี เพราะที่นั่นจะเป็นดินทราย ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณน้ำมันที่มาก ที่ไม่สั่งบ้านเราเพราะบ้านเราเป็นดินเหนียว หัวไพลไม่ใหญ่ ได้น้ำมันน้อย ถึงจะได้หัวใหญ่แต่ก็ได้น้ำมันน้อย ส่วนใบบัวบกนี่ของบ้านเราแถวคลองสวนและบางคล้า สำหรับมะรุมใช้ของสนามชัยเขตเป็นหลัก 

เรื่องของมาตรฐานและกำลังการผลิต... เรามีมาตรฐาน อย.เป็นหลัก และมี มผช. พร้อมทั้งเลขทะเบียนยาทุกชนิด ถ้าไม่มีเราออกไปไกลไม่ได้ และตอนนี้เรากำลังจะขอเครื่องหมายบาร์โค๊ดเพื่อต่อยอดเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อต่อไป  กำลังการผลิตของเรา ผลิตได้ประมาณ 1,000 ขวดต่อเดือน ตอนนี้มีลูกค้าติดต่อมาเยอะ ต่อไปจะขยายกำลังการผลิตให้มากกว่านี้
สุดท้ายขอฝากคนแปดริ้วช่วยกันอุดหนุนด้วยนะคะ ของดีมีคุณภาพของแปดริ้ว ทำเงินหมุนเวียนอยู่ในแปดริ้ว และสร้างชื่อเสียงในกับชาวแปดริ้วค่ะ

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าศึกษาดูงาน หรือใช้บริการติดต่อได้ที่ คุณกชพรรณ ชอบสวน เลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองนา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 081-6670277 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

นิยม จันทรโกศล : บุคคลต้นแบบคนพอเพียงวิถีประชาธิปไตยปี 2556



ประวัติความเป็นมา... นายนิยม จันทรโกศล อยู่บ้านเลขที่ 44 บ้านก่อไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลบางโรง อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา อายุ 75 ปี สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยบูรพา) สถานภาพ สมรสกับนางทองใบ จันทรโกศล (จันทร์กระจ่าง) มีบุตรธิดารวม 3 คน (หญิง 2 คน ชาย 1 คน) เคยประกอบอาชีพข้าราชการครู (อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุเหร่าดอนกลาง ,โรงเรียนวัดประจำรัง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว) ผู้ซึ่งดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ก็ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และพยายามจะให้ชุมชนเห็นความสำคัญและปฏิบัติเช่นกัน จนอาจเรียกได้ว่าเป็น นักพัฒนาแห่งชุมชน
จากครูมาเป็นนายก อบต. และประธานกลุ่มทำข้าวปลอดสารพิษ... นายนิยม จันทรโกศล เป็นประธานกลุ่มข้าวปลอดสารพิษตำบลบางโรง และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโรง เป็นผู้ริเริ่มการผลิตข้าวปลอดสารพิษไว้บริโภค โดยใช้สมุนไพรแทนสารเคมี และหากจำเป็นต้องใช้สารเคมีก็จะใช้ในอัตราส่วนที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้ชาวนาหันมาบริโภคข้าวที่ตนเองผลิตได้ ปัจจุบันกลุ่มข้าวปลอดสารพิษตำบลบางโรง เป็นกลุ่มอาชีพที่มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าภูมิใจของอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา
การปลูกข้าวของนายนิยม จันทรโกศล... จะเริ่มจากการเก็บตัวอย่างดินในแปลงนาไปวิเคราะห์เพื่อหาค่าความอุดมสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจะมีการคัดเมล็ดพันธุ์ให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง มีน้ำหนักเมล็ดที่ดีที่เรียกว่าข้าวเต็มเมล็ด ซึ่งจะได้ต้นข้าวที่เจริญเติบโตแข็งแรง หลังจากนั้นจึงถึงขั้นตอนของการเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูก และนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาหว่าน ด้านการดูแลรักษา จะมีการใส่ปุ๋ยเน้นการใส่ปุ๋ยชีวภาพ ร่วมกับแม่ปุ๋ยตามที่นำดินไปวิเคราะห์ การกำจัดวัชพืช ส่วนใหญ่แล้วแปลงนาจะไม่ค่อยพบปัญหาของวัชพืชมากนัก เพราะเกิดจากการเตรียมดินที่ดี จึงใช้เพียงสมุนไพรน้ำชีวภาพฉีดพ่นแทนสารเคมีในการกำจัดโรค แมลง และศัตรูข้าว ด้านการแปรรูป หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วจะทำความสะอาดข้าวเปลือก โดยมีตะแกรงร่อนเอาเศษฟาง และสิ่งปลอมปนอื่นๆ ออก ข้าวเปลือกจะถูกลำเลียงไปสี เพื่อกะเทาะเปลือกข้าว เอาส่วนที่เป็นแกลบออก ส่วนข้าวที่กะเทาะเปลือกเอาแกลบออกแล้ว นำเข้าตะแกรงโยกมาเป็นข้าวกล้อง และเมื่อผ่านการขัดถลอก (การขัดเบาๆ) เอาปลายข้าวและรำละเอียดออกแล้วจะได้ข้าวซ้อมมือหรือข้าวอนามัย หากขัดสีมากกว่านี้ ก็จะได้ข้าวสารขาว นำมาบริโภคในครอบครัวและบรรจุถุงจำหน่ายเป็นสินค้า OTOP ของตำบลต่อไป
นายนิยม จันทรโกศล เล่าว่า...ผมเป็นลูกชาวนา อยู่กับทุ่งนามาตั้งแต่เล็กแม้เป็นครูก็ยังช่วยที่บ้านทำนา ทำสวนมาตลอด ตอนนั้นเห็นน้ำท่วมนา ก็คิดแล้วนะว่าทำไมน้ำถึงท่วม เห็นนายหลวงทรงพระปรีชาสามารถป้องกันน้ำท่วม แก้ปัญหาดินเสีย หลายหลากปัญหาที่พระองค์ทรงเห็นการไกล และที่สำคัญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้อยู่อย่างพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล บนเส้นทางสายกลาง แห่งคุณธรรมนำความรู้ ผมอยากรู้ชัดเจน ลึกซึ้ง จึงได้ศึกษาทำมาโดยตลอดถึงรู้ว่าทุกคนทำได้โดยไม่ยาก เช่นบ้านผมปลูกผักพืช ผลไม้ สมุนไพรไว้กินและใช้เอง ลูกๆ ได้เห็น ได้ใช้โดยไม่รู้ตัว ก็จะติดเป็นนิสัย
ปี 2541 หลังเกษียณอายุราชการ... ผมเลี้ยงกุ้ง ทำสวนอย่างจริงจัง และในปี 2545 ได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นประธานประชาคมหมู่บ้าน บ้านก่อไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลบางโรง อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้มีโอกาสเห็นหลาย คนทำงานอย่างหนัก แต่ยังขัดสน แล้วผมจะช่วยได้อย่างไรบ้าง และพอนึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เราอยู่อย่างพอเพียง ถ้าเราทำได้เองไม่ต้องซื้อ เช่นทำนามีข้าวไว้กินเองไม่ต้องซื้อ จะทำให้ผู้คนหลาย ชีวิตสามารถลดรายจ่ายไปได้ จึงมีแนวคิดจะให้มีโรงสีข้าวขนาดเล็กเพื่อสีข้าวมาบริโภคเอง
โอกาสเป็นของผม... ผมได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนในตำบลบางโรง ให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโรง จึงได้จัดทำโรงสีข้าว ลานตาก และยุ้งเก็บข้าวโดยใช้เงินตำบลละ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดำเนินการแล้วเสร็จ จึงสนับสนุนเกษตรกรผู้ทำนาในชุมชนได้ผลิตข้าวปลอดสารพิษ แล้วจัดตั้งกลุ่มขึ้น นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ลงทะเบียนเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ 3 ดาว
ในระหว่างที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโรง... ได้ไปทัศนศึกษาที่สวนจิตรลดา เห็นการผลิตแก็สโซฮอลล์ที่ใช้กับรถที่ใช้น้ำมันเบนซิน ไบโอดีเซลที่ใช้กับรถที่ใช้น้ำมันโซล่า ที่ใช้มานานเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ในปี 2549 จึงได้ทดลองผลิตไบโอดีเซลใช้เองบ้าง โดยซื้อน้ำมันเหลือใช้มาผลิต คิดค่าใช่จ่ายแล้วราคาไม่เกินลิตรละ 20 บาท มาใช้กับเครื่องสูบเดียวใช้ในการเกษตรได้ดี
ในสมัยเลี้ยงกุ้ง ผมประสบปัญหาอย่างหนัก... เนื่องจากกุ้งที่เลี้ยงไว้เป็นโรค ใช้สารเคมีในการป้องกันมากแต่ไม่ได้ผล จึงคิดทำน้ำหมักเพื่อลดการใช้สารเคมี ผลปรากฏว่า จุลินทรีย์นั้นไปย่อยสลายของเสียในบ่อกุ้งได้ผลดี กุ้งไม่มีโรค การจำหน่ายกุ้งก็เหมือนกัน ก็ต้องมีการสุ่มตรวจสารตกค้างในการจำนำกุ้ง ผมเป็นรายแรกที่ผ่านการรับจำนำในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะไม่มีสารตกค้าง เนื่องจากใช้สารชีวภาพ
สำหรับในอนาคต... ผมต้องการเผยแพร่องค์ความรู้ต่าง ที่มีในตัวผม ให้กับผู้ที่สนใจ เกษตรกร และเด็กรุ่นใหม่ต่อไป เพื่อให้ความรู้นั้นไม่ไปกับตัวผม จะพยายามบันทึกความรู้ต่าง ที่มีให้เป็นเอกสาร ใช้สำหรับอ้างอิงต่อไปครับ
สภาพในพื้นที่อยู่อาศัยของนายนิยม... จันทรโกศล มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น มีนกมาอาศัยทำรัง ด้านการเพาะปลูก... มีนาข้าว พืชสวน ผักสวนครัว รวมทั้งโรงสีสำหรับแปรรูปข้าว ด้านปศุสัตว์... มีการเลี้ยงเป็ดไว้กินไข่ ด้านประมง... มีการเลี้ยงปลา และกบ ไว้กินและขาย มีการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง และมีน้ำใจแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน...ทั้งความรู้และอาหาร... หากสนใจศึกษาดูงานติดต่อได้ที่นายนิยม จันทรโกศล โทรศัพท์ 08-9405-7448 หรือสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กลุ่มแม่บ้านบึงตะเข้ : ชาวนาปริญญาโท ข้าวกล้องระดับ 5 ดาว

ชาวนาปริญญาโท... ผู้ประกอบการ OTOP ที่ผมจะพาไปรู้จักในฉบับนี้ คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบึงตะเข้ ที่ทำการตั้งอยู่เลขที่ 130/1 หมู่ที่ 14 บ้านบึงตะเข้ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เอาเป็นว่าอันดับแรกที่ผมอยากจะชื่นชมกลุ่มนี้ก็คือ การมีผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็งและมีคุณภาพมาก ผู้นำกลุ่มคือ คุณบานเย็น เข็มลาย อายุ 45 ปี มีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่ม จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง อาชีพทำนา เป็นผู้นำกลุ่มที่มีเกียรติประวัติดีงาม ได้รับรางวัลทั้งระดับจังหวัดและเขตมาแล้วมากมาย เช่น ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น เกษตรกรดีเด่น หมอดินอาสาดีเด่น ผู้นำกลุ่มองค์กรในงานพัฒนาชุมชนดีเด่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น และล่าสุดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ในปี 2556…
พึ่งพาตนเองโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง... กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบึงตะเข้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชาวนาบ้านบึงตะเข้ ซึ่งประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ประกอบกับการสังเกตเห็นชาวบ้านบริโภคแต่ข้าวขาว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ทำให้คนในหมู่บ้านเป็นโรคเบาหวาน และมะเร็งลำไส้ อันเนื่องมาจากบริโภคข้าวที่ขัดขาวมากเกินไป จึงเกิดแนวคิดรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อนำข้าวเปลือกที่ผลิตได้เองในหมู่บ้านมาทำการสีแปรรูปเป็นข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือ เพื่อเก็บไว้บริโภคเองและจำหน่าย เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง
เริ่มด้วยทุนน้อย... สมาชิกเริ่มแรก จำนวน 13 คน เริ่มดำเนินการผลิตโดยนำเอาเครื่องสีข้าวที่ทำขึ้นเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ครกกระเดื่องและสีมือหมุน มาผลิตข้าวกล้อง และข้าวซ้อมมือ ส่วนวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็ได้มาจากสมาชิกที่นำข้าวเปลือกมาเข้าหุ้นคนละ 10 ถัง สำหรับแรงงาน สมาชิกก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สถานที่ผลิตก็อาศัยโรงเรือนเลี้ยงไก่เก่าที่บ้านของประธาน (ปัจจุบันยังใช้ที่นี่ มีพื้นที่รวมทั้งพื้นที่ทำนาด้วย ประมาณ 20 ไร่) ผลผลิตในระยะแรกๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ เพราะข้าวสารจะมีลักษณะสีขาวขุ่น ไม่น่ารับประทาน แต่ก็มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งซื้อไปบริโภค ลูกค้ากลุ่มนี้สนใจรักษาสุขภาพ มองเห็นคุณค่าของข้าวสีขาวขุ่น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา โรคปากนกระจอก โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งลำไส้ได้...
เติบโตตามกระแสรักสุขภาพ... ปัจจุบันนี้ กิจการของกลุ่มดำเนินต่อเนื่องมาเข้าปีที่ 12 แล้ว กลุ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถขยายกำลังการผลิตโดยใช้โรงสี วันละ 5 ตัน แทนครกกระเดื่องและสีมือหมุน มีสมาชิกมาทำงานประจำ วันละ 10-15 คน สมาชิกปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน และมีเครือข่ายที่ผลิตข้าวเปลือกปลอดภัยจากสารพิษส่งให้แก่กลุ่มถึง 200 คน ได้รับการสนับสนุนทุน วิชาการ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มากมายจากทั้งภาคราชการและภาคเอกชน เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร กศน. กระทรวงอุตสาหกรรม กรมตรวจสอบบัญชี โรงสีรัชมงคล กรมปศุสัตว์ กรมประมง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขาหินซ้อน กระทรวงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา กระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมพัฒนาที่ดิน สหกรณ์จังหวัด ธนาคาร ธกส. เทศบาลตำบลสนามชัยเขต วัดพระธาตุวาโย เครือข่ายกลุ่มแม่บ้าน และผู้นำหมู่บ้าน เป็นต้น สำหรับค่าตอบแทนของสมาชิกนั้น สมาชิกคนใดที่มาทำงานจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายวัน วันละ 170-250 บาท ตามแต่งานที่รับผิดชอบ ส่วนการจัดสรรผลกำไร แบ่งเป็น สวัสดิการ 20 % (ทุนการศึกษา,พบปะสังสรรค์) พัฒนากลุ่ม 50 % ปันผล 20 % และสาธารณประโยชน์ 10 % ...
ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากแนวคิด “บริหารจัดการให้เหลือศูนย์”... สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของกลุ่มนี้ก็คือ แนวคิดในเรื่องการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เหลือศูนย์ หมายความว่า วัตถุดิบที่นำมาทำผลิตภัณฑ์นั้นจะถูกบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ทุกอย่างจนไม่มีอะไรเหลือเป็นขยะที่ต้องทิ้งเลย ทุกอย่างจะถูกทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และใช้ประโยชน์ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ข้าวเปลือก เมื่อนำมาสีจะได้ข้าวสาร ปลายข้าว รำข้าว และแกลบ ข้าวสารจะนำออกจำหน่าย บางส่วนที่เหลือจะถูกแปรรูปเป็นแป้งเพื่อทำเป็นขนม ส่วนปลายข้าวและรำข้าว จะนำมาเป็นอาหารสัตว์ เช่น ปลา เป็ด ไก่ หมู วัว สัตว์เหล่านี้เมื่อถ่ายมูลออกมา จะถูกนำเอาไปทำก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน และบางส่วนจะนำไปทำปุ๋ยเพื่อใส่ต้นไม้และผักสวนครัว ต้นไม้โตขึ้นจะถูกนำไปเผาถ่าน ได้น้ำส้มควันไม้นำไปรดกุหลาบและกล้วยไม้ที่กลุ่มปลูกไว้ ผักสวนครัวจะนำไปบริโภคและแปรรูปจำหน่าย สำหรับแกลบ รวมทั้งเศษดอกหญ้าและฝุ่นละอองจากการสีข้าว จะถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอัดเม็ดต่อไป...
เน้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน... จากแนวคิดบริหารให้เหลือศูนย์จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกได้ ปัจจุบันกลุ่มมีผลิตภัณฑ์ถึง 17 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ข้าวกล้องมะลิแดง ข้าวกล้องมะลิข้าว ข้าวกล้องนิล ข้าวซ้อมมือ ข้าวเกรียบกุ้ง ขนมข้าวแต๋น ไข่เค็ม ขนมมันฉาบ ขนมเผือกฉาบ ขนมกล้วยกรอบ ขนุนกวน น้ำอ้อย สบู่สมุนไพร น้ำยาล้างจาน น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และน้ำปลา ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ในอนาคตกลุ่มวางแผนธุรกิจไว้ว่า กำลังจะดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตน้ำดื่ม ภายในปี 2558 นี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของกลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนอนุรักษ์นิยม โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ข้าราชการ สมาชิกในกลุ่ม และกลุ่มแม่ค้าร้านข้าวต้ม แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ได้แก่ ที่ทำการของกลุ่ม ตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพฯ ตลาดนัดข้างศาลากลางจังหวัดทุกวันอังคารและวันศุกร์ ตลาดน้ำบางคล้าทุกวันเสาร์/อาทิตย์ ร้านค้าหลายแห่งในจังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี งานแสดงสินค้าทั่วไปของจังหวัด งานอำเภอเคลื่อนที่/จังหวัดเคลื่อนที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มยังส่งข้าวไปจำหน่ายยังประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ อีกเดือนละ 30 – 50 ตัน...
อยากให้บริโภคสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ... กลุ่มได้กำหนดวิสัยทัศน์ของกลุ่มไว้ ดังนี้ “เป็นกลุ่มที่มีมาตรฐานในด้านการบริหาร บัญชี ตลาด และการผลิต มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง” และมีคำขวัญในการดำเนินงาน คือ “ทำดี คิดเป็น มีหลักการ”... คุณบานเย็น ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักการดำเนินงานของกลุ่มไว้ว่า “เรามุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะให้กลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค การผลิตข้าวของกลุ่ม จะสนับสนุนให้สมาชิกใช้ข้าวพันธุ์ดี โดยกลุ่มจะเป็นผู้จัดซื้อให้และรับซื้อข้าวคืนจากสมาชิก การเลือกซื้อข้าวเปลือกมาผลิตข้าวสาร กลุ่มจะมีคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกจากสมาชิกและเครือข่ายที่ได้รับเครื่องหมาย GAP จากกระทรวงเกษตรฯ หรือเป็นเกษตรกรที่ใช้สารอินทรีย์ในการทำนาเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าได้บริโภคข้าวสารที่ปลอดภัยจากสารพิษจริงๆ”...
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าศึกษาดูงานติดต่อได้ที่ คุณบานเย็น เข็มลาย โทรศัพท์ 087-1273417 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...