วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กลุ่มดอกไม้แสงจันทร์ : ดอกไม้แบบนี้ไม่มีที่อื่น



เมื่อเร็ว ๆ นี้... คณะกรรมการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์เด่นจังหวัดฉะเชิงเทรา (นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานฯ) ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์เด่นประจำจังหวัดฉะเชิงเทราขึ้น จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ตามโครงการ Provincial Star OTOP : PSO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด และประชาสัมพันธ์เพิ่มช่องทางการตลาดแก่ผลิตภัณฑ์ OTOP ผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดฉะเชิงเทราที่คณะกรรมการฯ ได้คัดเลือกไว้ ได้แก่ มะม่วง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรธงทองโอสถ และดอกไม้จันทน์จากกลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์แสงจันทร์ ผมคิดว่าหลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมคณะกรรมการฯ จึงเลือกดอกไม้จันทน์เป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด ดังนั้น วันนี้ผมจึงขอพาท่านไปรู้จักกับกลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์แสงจันทร์ โดยคุยกับคุณปราณี แสงจันทร์ ประธานกลุ่ม... เชิญติดตามได้เลยครับ...

รักศิลปะ สร้างงานชุมชน... คุณปราณีฯ เล่าว่า แต่เดิมมีแนวคิดอยากจะสร้างงานให้กับชุมชน จากการที่เราเป็นผู้นำสตรีในชุมชน และได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการพัฒนาสตรีระดับหมู่บ้าน (กพสม.) ขณะนั้นราวปี 2540 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงคิดรวบรวมสมาชิกสตรีผู้สนใจในอาชีพเสริมไปขอจัดตั้งกลุ่มอาชีพขึ้น และอาชีพที่น่าสนใจที่สุดที่เราชอบก็คือ งานศิลปะ งานหัตถกรรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ ประเภทดอกไม้จันทน์  โดยมีบทกลอนที่เราจำมาและฝังลึกในใจอยู่เสมอที่จะทำเงินให้กับชุมชนและตนเองได้  คำกลอนนั้นมีดังนี้

ในเมื่อยัง        ไม่ตาย            สหายเอ๋ย 
อย่าสร้างเลย   ความอหังก์       ใช่สั่งสอน
จนหรือมี         หนีไม่พ้น         บนกองฟอน
เชิงตะกอน       ดอกไม้จันทน์     กันทุกคน

ของจำเป็น... เราเห็นว่าดอกไม้จันทน์เป็นสินค้าที่มีความจำเป็นแก่ครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิต เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนก็ต้องใช้  และเป็นสินค้าสิ้นเปลืองไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทกับงานนี้  ด้วยใจรักงานศิลปะและมีความคิดสร้างสรรค์  จึงรับหน้าที่เป็นเหรัญญิกในกลุ่ม ด้วยความมุมานะและความมุ่งมั่น คิดพัฒนากลุ่มและผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา  การทำดอกไม้จันทน์ เป็นการประดิษฐ์ดอกไม้รูปแบบหนึ่ง  ซึ่งฝังอยู่ในใจ  ในสายเลือด เราคิดว่าการทำดอกไม้จันทน์นี้เป็นอาชีพที่ตนเองชอบที่สุด   และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน  ที่ทำให้ตนเองและสมาชิกมีรายได้ ปัจจุบันเราเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป  และดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม มีสมาชิก 25 คน สมาชิกมีทั้งในชุมชนและนอกชุมชนทั้งในหมู่บ้านตำบล และตำบลใกล้เคียง  โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มสตรีดอกไม้ประดิษฐ์แสงจันทร์”

ตำนานดอกไม้จันทน์... สมัยก่อนการใช้ดอกไม้จันทน์ในการเผาศพ ใช้ควบคู่กับธูปเทียนทอง มีความเชื่อว่ากลิ่นหอมของดอกไม้จันทน์จะนำดวงวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์   แต่ดอกไม้จันทน์ในการเผาศพนี้จะใช้กันในเฉพาะราชวงศ์เท่านั้น  สามัญชนจะใช้ไม่ได้เพราะไม้จันทน์เป็นของสูง ของสงวน ของต้องห้าม มีราคาแพงและหายาก ธรรมเนียมในการเผาศพของสามัญชนชาวไทยในสมัยโบราณ นิยมเผาด้วยฟืน เวลาไปงานศพ ชาวบ้านจะถือฟืนไปคนละดุ้นหรือคนละมัด บางทีมีเทียนแนบเดียวก็ใช้ได้

เครื่องสักการะดวงวิญญาณ... ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการคิดค้นเครื่องเผาศพเทียบดอกไม้จันทน์ขึ้นมา โดยการเอาไม้จันทน์มาทำเป็นแผ่นบางๆ  มัดเหมือนดอกไม้จึงเรียกว่า ดอกไม้จันทน์เพื่อใช้ในงานหลวง แล้วจึงแผ่ขยายการใช้ดอกไม้จันทน์เผาศพไปยังสามัญชน แขกที่มาร่วมงานจะนำดอกไม้จันทน์ไปวางที่พานหน้าโลงศพ  เป็นการเผาหลอก แล้วจะนำดอกไม้ทั้งหมดไปใช้ในการเผาจริงอีกครั้ง  ต่อมาเนื่องจากไม้จันทน์หายากมากขึ้น  จึงเปลี่ยนไปใช้ไม้อื่นแทน เช่น ไม้โมก เปลือกข้าวโพด หรือกระดาษสีเหลืองอ่อน  เพราะเป็นวัสดุที่หาง่ายและราคาถูก  แต่ก็ยังคงเรียกดอกไม้จันทน์ตามเดิม การเรียกเช่นนี้ก็เพื่อให้เข้ากับการเผาศพด้วยฟืนไม้จันทน์นั่นเอง ปัจจุบันรูปแบบการทำดอกไม้จันทน์มี 3 ชนิด ตามประเภทของดอกไม้ ได้แก่ ดอกกุหลาบ  ดอกแก้ว  และดอกที่มีลักษณะแปลก แตกต่างตามความพอใจของผู้ซื้อ แม้ว่าวัน เวลาจะเปลี่ยนไปดอกไม้จันทน์ก็ยังเป็นเครื่องสักการะที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ

แตกต่างแต่ดีกว่า... ผลิตภัณฑ์ของเราไม่เหมือนดอกไม้จันทน์ของที่อื่นที่มีลักษณะพื้นๆ พบเห็นได้โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือ (Hand Made) ต้องใช้ฝีมือและความชำนาญในการประดิษฐ์ รูปแบบตามจินตนาการ ให้ดอกออกมาเหมือนของจริง ด้วยความละเอียดประณีตและสวยงาม มีการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ประดิษฐ์เป็นดอกไม้จันทน์หลากสี หลายรูปแบบ และตรงตามความต้องการของลูกค้า นอกจากทำเป็นดอกแล้ว เรายังนำมาทำเป็นพวงหรีดดอกไม้จันทน์ด้วย คิดว่าเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นการลดต้นทุนให้กับผู้เป็นเจ้าของงาน เพราะถึงเวลาประชุมเพลิงก็ดึงดอกไม้จันทน์นำกลับมาใส่พานแจกให้กับผู้มาร่วมพิธีได้ ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ในระดับ 4 ดาว เมื่อปี 2555

โดนใจลูกค้า... ปัจจุบันกลุ่มของเรามีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้เลือก เช่น ดอกกุหลาบ ดอกแก้ว ดอกจำปี ดอกทิวลิป ดอกลั่นทม และมีการพัฒนารูปแบบใหม่ด้วย แบ่งออกเป็น 3  ประเภท คือ 1. ดอกไม้จันทน์ (สำหรับแขกที่มาผู้ร่วมพิธี) 2. ช่อประทาน (สำหรับประธานในพิธี) และ 3. ช่อเชิญพระ (สำหรับพระสงฆ์) ความหลากหลายของสีสัน ก็มีให้เลือกหลายสี เช่น สีครีม สีม่วง สีฟ้า สีเขียวเข้ม สีชมพู สีเหลืองเข้ม สีเหลืองครีม สีแดง สีเหลืองทอง สีชมพูครีม และสีอื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ...

ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์... การดำเนินงานของกลุ่มสตรีดอกไม้ประดิษฐ์แสงจันทร์ ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม เมื่อได้รับการติดต่อให้ไปออกรายการทีวี รายการวิทยุ รวมทั้งสื่อต่างๆ มากขึ้น  ยอดจำหน่ายปีแรกๆ  ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อปี จนมาถึงปี 2548-ปัจจุบัน  มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาทต่อปีแล้ว ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้มากขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น เหตุผลที่คณะกรรมการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์เด่นจังหวัดฉะเชิงเทรา คัดเลือกดอกไม้จันทน์ของกลุ่มเราเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด ก็เพราะความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ซึ่งไม่มีให้เห็นในจังหวัดอื่นๆ นั่นเอง... 

หากสนใจสั่งซื้อหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม... ขอเชิญติดต่อได้ที่ที่ทำการกลุ่มสตรีดอกไม้ประดิษฐ์แสงจันทร์ เลขที่ 25/9 หมู่ที่ 18 บ้านไผ่แถว  ถนนสุวินทวงศ์ ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อคุณปราณี  แสงจันทร์ โทร :038-845201 , 081-7511248 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ก็ยินดีรับใช้ครับ... 

ขอบคุณ นิตยสาร "ที่นี่แปดริ้ว"

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

คีตภัทร : นวัตกรรมน้ำหอมจากหญ้าแฝก



หญ้าแฝก... เป็นพืชที่มีระบบรากลึกและแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นพืชที่มีอายุยืนหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีใบเป็นรูปขอบขนานแคบปลายสอบแหลม สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว โดยการแตกหน่อจากลำต้นใต้ดิน ในบางโอกาสสามารถแตกแขนงและรากออกในส่วนของก้านช่อดอกได้ เมื่อหญ้าแฝกโน้มลงดินทำให้มีการเจริญเติบโตเป็นกอหญ้าแฝกใหม่ได้ การปลูกหญ้าแฝกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยเก็บกักตะกอนดินในพื้นที่ลาดชัน และจากผลของการวิจัยพบว่า หญ้าแฝกยังมีลักษณะในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรดินด้วย ซึ่งช่วยให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

วันนี้ผมพาท่านมาที่... วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปหญ้าแฝก เลขที่ 67/103  การเคหะบ้านโพธิ์ หมู่ที่ 2 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มาคุยกับคุณกรรณิการ์ รักโคตร ผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากหญ้าแฝก ซึ่งได้เล่าเรื่องราวของกลุ่มแปรรูปหญ้าแฝกให้เราฟัง ดังนี้

ประวัติความเป็นมา... เดิมเราเคยประกอบกิจการเกี่ยวกับสมุนไพร ตอนแรกทำหมอนสมุนไพร ผ้าปิดตาสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพร เป็นสมุนไพรรวม เช่น ไพล ขมิ้น มะกรูด กานพลู ฯลฯ มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปซื้อสมุนไพรที่ลำปาง แล้วได้เห็นชาวบ้านได้รับแจกพันธุ์หญ้าแฝกมา แต่ไม่นำไปปลูก กองทิ้งแห้งไว้ ก็เลยขอซื้อกล้าพันธุ์จากชาวบ้านมา แล้วเอาไปปลูกที่ลำปาง โดยเช่าพื้นที่จากเพื่อน ตอนแรกจะนำมาทำเส้นใยหมอนเพื่อทำเป็นหมอนสุขภาพ แต่พอปลูกแล้วกลับทำไม่ได้ เพราะเครื่องตีใยมีราคาสูงมาก เราไม่มีงบประมาณจะมาทำตรงนั้น เราจึงหยุด และคิดว่าจะทำอะไรดี



ทำไมจึงเป็นผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก... บังเอิญไปอ่านเจอข้อมูลในวารสารเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวง แล้วในนั้นได้กล่าวถึงว่าหญ้าแฝกมีคุณสมบัติสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์น้ำหอมได้ดี และทำโลชั่น รวมทั้งแชมพูได้ด้วย ก็เลยลองทำดูมาเรื่อยๆ แรกเริ่มเราทำเป็นแชมพู ต่อมาก็เป็นสบู่ โลชั่น แล้วก็ทดลองทำน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ตามที่มีในท้องตลาด  ทดลองมา 3 ปี กว่าจะออกตลาดได้ รวมทำมาประมาณ 5 ปีแล้ว ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของเราคุณภาพเต็มร้อยแล้ว น้ำหอมจะหอมนุ่มมาก และติดทนนานมาก มีกลิ่นเกสรดอกไม้ แก่นไม้ รากไม้ การใช้น้ำหอมพวกนี้ฉีดไปครั้งแรกมันจะไม่หอมเท่าไร แต่ทิ้งไว้สักครู่มันจะหอมมากและหอมแบบนุ่มๆ จะไม่ฉุน ไม่เวียนหัว


จุดเด่นและความแตกต่าง... ผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากหญ้าแฝกนี้ จะไม่มีเคมีมาร์คและป๊อปเปอลิน ซึ่งแตกต่างจากน้ำหอมทั่ว ๆ ไป เขาจะใช้ป๊อปเปอลิน เป็นตัวตัดกลิ่นของแอลกอฮอล์ และตัวมาร์คที่เป็นเคมีทำให้ติดทน แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท เคมีทั้งสองชนิดนี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อผลิตน้ำหอม แต่ทำมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสี แล็คเกอร์ เท่านั้น

ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันมีอะไรบ้าง...

1. น้ำหอมจากรากหญ้าแฝก... เป็นน้ำหอมที่ผลิตจากรากหญ้าแฝกหอมสายพันธุ์ “พระราชทาน” คุณสมบัติจะมีกลิ่นหอมนุ่มและติดทนนานกว่า 12 ชั่วโมง กำลังการผลิต 2,000-3,000 ขวดต่อเดือน ราคาขาย 470 บาทต่อขวด

2. เซรั่มออยจากรากหญ้าแฝก... สามารถใช้เช็คล้างเครื่องสำอางได้ดี บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ ใช้แต้มสิวได้ ทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบ กำลังการผลิต 5,000 ขวดต่อเดือน ราคาขาย 370 บาทต่อขวด

3. แชมพูกับครีมนวดจากรากหญ้าแฝก... ช่วยชะล้าง ดูดซับสารพิษ และเคมีตกค้างออกจากเส้นผมและหนังศรีษะ ช่วยเคลือบเส้นผมไม่ให้แห้ง แข็ง กระด้าง และแตกปลาย กำลังการผลิตอย่างละ 400-500 ขวดต่อเดือน ราคาขาย 125 บาทต่อขวด

4. สบู่จากรากหญ้าแฝก... ช่วยดูดซับความมันและสารเคมี ทำให้หน้าขาว เนียนใส ดูเป็นธรรมชาติ กำลังการผลิต 500–1,000 ก้อนต่อเดือน ราคาขาย 100 บาทต่อก้อน


ผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรด์ “คีตภัทร”... นอกจากที่ว่ามาแล้ว เรายังมีผลิตภัณฑ์ตัวอื่นอีก เช่น โลชั่นจากหญ้าแฝก ผลิตภัณฑ์จากรังไหม (ครีม แชมพู โลชั่น เซรั่ม สบู่) สบู่ล้างหน้าผสมสมุนไพร ไบโอ กรีนสเปร์กำจัดกลิ่น ผงกำจัดกลิ่นเท้า ผ้าปิดตาสมุนไพร และถุงประคบสมุนไพรไมโคเวฟ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แบรนด์ “คีตภัทร” ซึ่งเป็นชื่อของลูกสาว ความหมายของ “คีตะ” คือ ดนตรี และ “ภัทร” คือ อมตะ เอามาตั้งเป็นแบรนด์ให้คนจดจำ เราคิดว่าน่าจะคุ้นหูและจดจำได้ง่ายแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง


การตลาดและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค... ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากกระทรวงอุตสาหกรรม และมาตรฐานอาหารและยา (อย.) จากกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค สำหรับเรื่องการตลาดนั้น ขณะนี้เรามีจำหน่ายอยู่ประจำ ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปหญ้าแฝก เลขที่ 67/103 การเคหะบ้านโพธิ์ ม.2 ต.สนามจันทร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และขายตามที่จัดงานต่างๆ เช่น เมืองทองธานี งานออกบูธ OTOP ต่างจังหวัด และตามห้าง เช่น ห้างพรีเมี่ยมเอ้าเล็ทเขาใหญ่ ขายมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว นอกจากนี้ก็มีตัวแทนขายตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งเฟชบุ๊คด้วย โดยส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดในเวลานี้ คือ น้ำหอมจากรากหญ้าแฝก เซรั่มจากรังไหม และเซรั่มออยจากรากหญ้าแฝก ตามลำดับ


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม... หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ “คีตภัทร” ติดต่อได้ที่คุณไพรวัลย์ มาลัยลอย โทร.089-0999323 เลขที่ 67/103 การเคหะบ้านโพธิ์ ม.2 ต.สนามจันทร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา 24140 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กลุ่มธารทิพย์ : ข้าวปลอดภัย 1 ไร่ 1 ล้าน



ในแวดวงเกษตรตอนนี้มีกระแสตื่นตัวกันมากในเรื่องเกษตรประณีต 1 ไร่ 1 แสน เข้าใจว่าเป็นเพราะผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างมากจากการทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ 1 ไร่ ในระยะเวลาเพียง 1 ปี คอลัมน์ OTOP แปดริ้ว วันนี้ได้ไปคุยกับกลุ่มธารทิพย์มาครับ เป็นกลุ่ม OTOP ที่ผลิตข้าวสารปลอดสารพิษ ข้อมูลที่ได้น่าตื่นตะลึงมากกว่า 1 ไร่ 1 แสนซะอีก เขาบอกว่าสามารถทำได้ถึง 1 ล้าน ต่อ 1 ไร่ ภายใน 1 ปี... มันจริงหรือโกหก... เรามาดูกันครับว่าเขาทำอย่างไร...
รู้จักกับกลุ่มธารทิพย์... วิสาหกิจชุมชนกลุ่มธารทิพย์ ที่ทำการตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกลุ่ม คือ การรวมตัวกันของชาวนาเพื่อผลิตข้าวที่ปลอดภัยในการบริโภคและแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือออกจำหน่าย โดยเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ปัจจุบันมี คุณสำรวย ศรีเกษม เป็นประธาน มีสมาชิกทั้งสิ้น จำนวน 33 คน เงินทุน จำนวน 2,500,000 บาท ผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่ม คือ ข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือมะลิแดง...
กลยุทธ์ในการผลิตข้าว... กลุ่มธารทิพย์เป็นกลุ่ม OTOP ที่ผลิตข้าวหอมมะลิแดง เขาวางกลยุทธ์ในการผลิตข้าวไว้ 2 ข้อ คือ หนึ่ง การพัฒนาไปข้างหน้า โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของทางราชการและยกระดับผลิตภัณฑ์ข้าวในสูงขึ้น และ  สอง การพัฒนาไปข้างหลัง โดยการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ไม่ใช้สารเคมี และบริหารจัดการแปลงปลูกให้ได้มาตรฐานของทางราชการ...
การพัฒนาไปข้างหลังเพื่อให้ได้ข้าวปลอดภัย... คำว่าพัฒนาไปข้างหลัง หมายถึง การพัฒนากระบวนการผลิตต่างๆ ก่อนที่จะมาเป็นข้าวสาร โดยมีเป้าหมาย คือ ทำให้ข้าวปลอดภัยจากสารพิษมากที่สุดและลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่กลุ่มธารทิพย์ได้ทำเกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัย... ได้แก่
1. การไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงต้นข้าว
2. การไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชและศัตรูข้าว
3. การไถกลบตอซังและหญ้า เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นข้าวและบำรุงดิน
4. การใช้ปุ๋ยน้ำหมักหอยเชอร์รี่ในการบำรุงต้นข้าวและไล่หอยเชอร์รี่ (เป็นภูมิปัญญาโบราณ : สัตว์ชนิดเดียวกันไม่กินเนื้อกัน)
5. การใช้ฮอร์โมนรกหมูและไข่ ในการบำรุงต้นข้าว
6. การใช้สมุนไพรเพื่อไล่แมลง สมุนไพรที่ใช้ ได้แก่ สะเดา ข่า ตะไคร้ พริก มะกรูด ยอ เหล้าขาว และพริกแกง
7. การใช้หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมาบริหารแปลงนา จนได้มาตรฐาน GAP จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผลจากการดำเนินกิจกรรมพัฒนาไปข้างหลัง ปรากฏว่า กลุ่มธารทิพย์สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จำนวนมาก จากที่เคยผลิตโดยใช้ระบบสารเคมี มีต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 5,000 – 7,000 บาท เหลือเพียงไร่ละ 1,200 บาท เท่านั้น
การพัฒนาไปข้างหน้าเพื่อให้ได้ไร่ละ 1 ล้านบาท... คำว่าพัฒนาไปข้างหน้า หมายถึง การแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวสารให้ได้มาตรฐานและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือ การขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวให้ได้มูลค่าสูงที่สุดต่อการผลิต 1 ไร่  ผลผลิตข้าวเปลือกของกลุ่มธารทิพย์เฉลี่ยไร่ละ 650 กิโลกรัม และถ้านำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) จะได้ จำนวน 580 กิโลกรัม/ไร่ ในจำนวนดังกล่าว ถ้าเราขายเป็นข้าวเปลือก จะได้เป็นเงิน 9,750 บาท/ไร่ และถ้านำข้าวสารมาบรรจุถุงขาย ก็จะได้เป็นเงิน 29,000 บาท/ไร่ (กิโลกรัมละ 50 บาท)
สิ่งที่กลุ่มธารทิพย์ได้ทำเกี่ยวกับการพัฒนาไปข้างหน้า... ได้แก่
1. การผลิตข้าวกล้องสุญญากาศ (เก็บไว้ได้นาน) คิดเป็นเงิน 34,800 บาท/ไร่ (กิโลกรัมละ 60 บาท)
2. การผลิตข้าวกล้องงอก (ได้คุณค่าโภชนาการ) คิดเป็นเงิน 58,000 บาท/ไร่ (กิโลกรัมละ 100 บาท)
3. การผลิตน้ำนมข้าว (บรรจุขวด ทานได้สะดวก) คิดเป็นเงิน 580,000 บาท/ไร่ (ลิตรละ 50 บาท)
4. การผลิตข้าวชง (บรรจุซอง พกพาสะดวก) คิดเป็นเงิน 1,160,000 บาท/ไร่ (10 กรัม 20 บาท)
5. การขอมาตรฐาน อย.
ผลจากการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาไปข้างหน้า ทำให้กลุ่มธารทิพย์มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวที่หลากหลาย และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นไร่ละ 1 ล้านบาทได้ ภายใน 1 ปี
ผลพลอยได้... จากการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาทั้งไปข้างหน้าและมาข้างหลังของกลุ่มธารทิพย์ นอกจากได้ผลิตภัณฑ์หลักแล้วยังได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้อีกหลายชนิด เช่น ทองม้วน ไอศกรีม ข้าวเกรียบ คุกกี้ ขนมเปี๊ยะ ข้าวคั่ว ที่ทำจากปลายข้าว ได้รำสำหรับเลี้ยงหมูและเลี้ยงจิ้งหรีด และได้แกลบสำหรับผลิตถ่านอัดแท่งและปุ๋ยหมักใส่พืชอีกด้วย ซึ่งทำให้มูลค่าของข้าวต่อหนึ่งไร่ยิ่งสูงขึ้นไปอีก...
คิดเป็น มีแต่ได้กับได้... จากกิจกรรมที่มีการพัฒนาทั้งไปข้างหน้าและมาข้างหลังของกลุ่มธารทิพย์ คงได้เห็นแล้วว่า มีแต่ได้กับได้ คือ พัฒนาไปข้างหลัง ก็จะลดต้นทุนลงไปเรื่อย ๆ จนต่ำสุด และการพัฒนาไปข้างหน้า ก็จะได้มูลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุด แต่ก็ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าน่าจะไปได้ถึงไร่ละ 2 ล้าน ด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งซึ่งทางกลุ่มไม่บอกว่าคืออะไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป...
การตลาด... เวลานี้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีจำหน่ายอยู่ประจำที่ที่ทำการกลุ่ม ร้านรินขายของฝาก และตลาดน้ำบางคล้าทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ นอกจากนี้ก็มีในมินิมาร์ทบางแห่งในจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดใกล้เคียง...
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม... หรือต้องการเข้าศึกษาดูงาน ติดต่อได้ที่ คุณสำรวย ศรีเกษม เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคา จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 086-5371667 หรือติดต่อที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 038-511239 ยินดีรับใช้ครับ...